2014 11 << 12345678910111213141516171819202122232425262728293031>> 2015 01

[Trans] Hurts - Shinhwa

Hurts - Shinhwa

ล้มตัวลงข้างเธออย่างเงียบๆ
สลักใบหน้าเธอเอาไว้ในอก
เธอเองก็คงจะเหนื่อย
ใบหน้าของเธอที่หลับไปอย่างรวดเร็วบ่งบอกว่าเธอกำลังฝันดี

ริมฝีปากที่คลี่ออกของเธอไม่ใช่รอยยิ้ม
วันเวลาที่ถูกจองจำไว้ในความทรงจำ
หากเช้าวันใหม่ยังมาไม่ถึง คงปล่อยให้เธอจากไปไม่ได้

และมันเจ็บปวด เจ็บปวดเหลือเกิน
การที่ปากของเราไม่ได้พูดออกมาอย่างที่ใจคิด
มันจะเจ็บปวดสักแค่ไหน
และมันเจ็บปวด เจ็บปวดจนไม่อาจจะบรรยาย
เพราะว่าหัวใจนี้ไม่สามารถรักใครได้อีกนอกจากเธอเท่านั้น
ทำไมถึงไม่เข้าใจ ทำไมเธอถึงไม่รับรู้
ปล่อยให้มันเจ็บปวด เจ็บปวดจนถึงที่สุด
ปล่อยให้มันเจ็บปวด เจ็บปวดให้ถึงที่สุด

ได้โปรด อย่ากลับไปอ่อนแออีก
เมื่อเลือกที่จะพูดในสิ่งที่ต่างกับความรู้สึกที่แท้จริง
ทั้งน้ำหมึกทั้งน้ำตาที่กระจัดกระจายอยู่ในหัวใจแห้งเหือดไปหมดแล้ว
เหมือนขี้เถ้าในกำมือที่หลุดลอยไปกับสายลม เหมือนนกที่โผบินออกไปโดยที่ไม่อาจกักขังไว้
บีบหัวใจของตัวเองให้แหลกคามือ แล้วปล่อยให้เธอจากไป

หันหลังให้อย่างเย็นชา
สาดคำพูดแย่ๆ เหล่านั้นใส่
ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำอย่างนั้น
แต่ถ้อยคำที่ฉีกหัวใจเราออกจากกัน ไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้

ฉันจะไม่มีความรักแบบนี้อีกแล้ว
ถ้ามีความสุขกับเขาคนนั้นก็ทำเถอะ
เพียงสิ่งเดียวที่อยากขอร้องเป็นครั้งสุดท้าย ได้โปรดทิ้งฉันไว้อย่างนี้แล้วจงไปซะ

และมันเจ็บปวด เจ็บปวดเหลือเกิน
การที่ปากของเราไม่ได้พูดออกมาอย่างที่ใจคิด
มันจะเจ็บปวดสักแค่ไหน
และมันเจ็บปวด เจ็บปวดจนไม่อาจจะบรรยาย
เพราะว่าหัวใจนี้ไม่สามารถรักใครได้อีกนอกจากเธอเท่านั้น
ทำไมถึงไม่เข้าใจ ทำไมเธอถึงไม่รับรู้
ปล่อยให้มันเจ็บปวด เจ็บปวดจนทนไม่ไหว
ปล่อยให้มันเจ็บปวด เจ็บปวดจนราวกับว่ากำลังจะตาย

ตอนนี้ฉันเรียนรู้หนทางที่จะรักเธออย่างยากลำบาก
เธอและการจากลาของเราที่ไม่สามารถแตะต้องได้อีก
ทุกอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป แตกสลายไป ทั้งที่ยังเหลืออยู่
สิ่งต่างๆ มากมายเหล่านั้น จะปล่อยมันไปให้หมด
กวาดเอาหิมะยามค่ำคืนที่ทับทับถมกองสูงจนท่วมใจออกไป
ลบล้างด้วยรอยยิ้มที่แต้มแต่งบนใบหน้า
เทขยะออกจากถังที่ไม่อาจถูกเติมเต็มนี้
อธิษฐานให้ใครบางคนช่วยฉันออกไปจากเขาวงกตนี้ที

หากเช้าวันใหม่มาถึง หากตื่นขึ้นมาจากความฝันอันแสนหวานนี้แล้ว เธอจะต้องจากฉันไปใช่ไหม
ฉันไม่ต้องการใครอีกเลยนอกจากเธอ
แต่ฉันก็ต้องปล่อยเธอไป

นัยน์ตาพร่าเลือนไปด้วยหยดน้ำตา
ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่อะไรๆ มันแย่ไปเสียหมด ในหัวสับสนวุ่นวาย
ฉันไม่เคยรู้มาก่อน ฉันผิดไปแล้ว
ฉันอยากให้เธอกลับมา
ที่รักฉันอยากให้เธอกลับมา
.10 2013 Trans comment0 trackback0

[Trans] 세월의흔적다버리고

세월의흔적다버리고 [Shinhwa Winter Story 2004-2005]
http://www.youtube.com/watch?v=Q60bpgtojm8

Na.)헤어졌어도 시간이 흘러 서로를 알아보지 못해도
ถึงจะเลิกกันไปแล้ว แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ แม้จะไม่รู้ความเป็นไปของอีกฝ่าย
내 기억 속에 추억만은 영원히 아름답기를...
แต่ผมก็จะเก็บเอาช่วงเวลาที่งดงามของสองเรา ไว้ในความทรงจำของผมตลอดไป

참 오래됐지 우리 서로 헤어진 지
นานมากแล้วที่เราเลิกกัน
나도 네가 없는 삶에 많이 익숙해졌어
ผมก็คุ้นเคยกับชีวิตที่ปราศจากคุณแล้วนะ
네가 그리워 한때는 친구에게 전화를 해 끝도 없이 울기도 했지
แต่พอคิดถึงคุณขึ้นมา ก็โทรศัพท์ไปหาเพื่อน แล้วก็ร้องไห้ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด


Rap)I call it destiny, you call it love, 널 만난 건 어느 추운 겨울날
ผมเรียกมันว่าโชคชะตา คุณเรียกมันว่าความรัก การที่เราได้พบกันในความหนาวเหน็บท่ามกลางฤดูนั้น
Like my man Teddy say, It's nothing like a love at first sight
อย่างที่เพื่อนของผมว่าไว้ มันดูจะไม่ใช่รักแรกพบเลยซักนิด
more like a love in second sight and Even more and more at third sight
แต่พอเจอคุณอีกครั้งความรู้สึกนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มเข้ามา และยิ่งเพิ่มมากขึ้นๆ เรื่อยๆ
솔직히 첨엔 맘을 열지 않았어 Cuz I heard rumors about you,
ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่ได้เปิดใจให้คุณทันทีหรอกนะ เพราะผมได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับคุณมาเหมือนกัน
But those rumors ain't true, 마치 운명처럼 다시 널 볼 준 몰랐어
แต่เรื่องพวกนั้นมันไม่จริงซักหน่อย แล้วก็เหมือนกับโชคชะตาพาให้ผมมาพบคุณอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
마치 불같이 타다가 재가 될 줄은
รู้ตัวอีกทีผมโดนแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปเสียแล้ว


*대신 너에게 부탁할게 우리 아름답던 기억들
하나도 잊지 말고 이 세상동안만 간직하고 있어줘
เพราะอย่างนั้นฉันจึงอ้อนวอนคุณ อย่าลืมความทรงจำที่งดงามของเราไปแม้แต่อย่างเดียว
เก็บทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้จนกว่าจะหมดเวลาในโลกใบนี้
모든 시간 끝나면 세월의 흔적 다 버리고
ถ้าหากเวลาเหล่านั้นหมดลง และร่องรอยของกาลเวลาถูกลบเลือนไปเมื่อไหร่
그 때 그 모습으로 하늘나라에서 우리 다시 만나자
ในเวลานั้น ในสภาพนั้น ที่เมืองบนท้องฟ้าแห่งนั้น เรากลับมาพบกันอีกครั้งนะ

곁에 없어도 볼 수 있도록
(แม้จะไม่สามารถอยู่เคียงข้างกันได้ แม้จะไม่สามารถมองเห็นได้)


그래 어쩌면 이게 잘 된 건지 몰라
ดังนั้น บางทีนะ ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะดีมั้ย
서로 아름다운 모습만 기억할 테니
แต่แค่จดจำภาพที่งดงามของอีกฝ่าย
나이가 들어 주름살이 하나둘씩 늘어갈 내 모습을 넌 볼 수 없겠지
พออายุมากขึ้น ริ้วรอยก็เพิ่มขึ้นมาทีละรอยสองรอย ตัวฉันในแบบนั้น คุณคงไม่มีทางได้เห็น


Rap)It's all good 이게 더 날지도 몰라 Forever 내 기억엔, 넌 Queen again,
ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนไปยังไง แต่ภาพในใจของผมยังเป็นคุณคนเดิมเสมอ
아주 밝게, 애기처럼 해맑게, 웃는 네 모습만 간직할게
ภาพรอยยิ้มของคุณที่ดูสดใส ไร้เดียงสาราวกับเด็กน้อย เท่านั้นที่ผมจะเก็บไว้
Excuse me 나중에 내가 할아버지가 돼도, 예전의 나만 알겠지 하며
ในวันข้างหน้าถ้าผมกลายเป็นคุณปู่ไปแล้ว คุณยังจะจำตัวผมในอดีตได้รึเปล่า
내 입가엔 웃음이, Destiny 였을 헤어짐 역시도 Destiny
ริมฝีปากที่คลี่ยิ้มออกมาของผมคือโชคชะตา การเลิกราก็เช่นกัน
Apostrophy PS. I miss you
ปล. ผมคิดถึงคุณ


제발 너에게 부탁할게 우리 사랑하던 기억들
하나도 잊지 말고 이 세상동안만 간직하고 있어줘
ได้โปรดเถอะ ฉันขอร้อง อย่าลืมความทรงจำแห่งรักของเราไปแม้แต่อย่างเดียว
เก็บทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้จนกว่าจะหมดเวลาในโลกใบนี้
모든 시간 끝나면 세월의 흔적 다 버리고
ถ้าหากเวลาเหล่านั้นหมดลง และร่องรอยของกาลเวลาถูกลบเลือนไปเมื่อไหร่
그 때 그 모습으로 하늘나라에서 우리 다시 만나자
ในเวลานั้น ในสภาพนั้น ที่เมืองบนท้องฟ้าแห่งนั้น เรากลับมาพบกันอีกครั้งนะ


힘겹게 버텼던 모든 일들은 괜찮아
다 잊을게 신경쓰지마
ต่อให้มันเกินที่จะทนไหวก็ไม่เป็นไร
แค่อย่าลืมเรื่องราวทั้งหมดเลย


*Repeat

Rap)I thank you 내 곁에 있어줘서, I thank you 언제나 날 사랑해줘서
ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างกันมา ขอบคุณนะ ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็รักฉันเสมอ
I thank you 세상에 태어나줘서
ขอบคุณที่เกิดมาบนโลกใบนี้
I thank you thank you I thank you 좋은 추억을 줘서
ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณที่มอบความทรงจำดีๆ ให้
I thank you 내 앞에 나타나줘서, I thank you 그냥 너여서
ขอบคุณที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉัน ขอบคุณที่เป็นเธอ
I thank you, so thank you..
ขอบคุณ เพราะฉะนั้น ขอบคุณนะ



Hangul cr. aheeya.com
.14 2013 Trans comment0 trackback0

[SF] Eyes on me


eyes on me

Cr. http://www.thaisecondhand.com/product/10192184/



Eyes on me
(หนึ่งชั่วเสี้ยววินาทีจากหนึ่งพันเฟรม)
Beta Reader: Realatian


กลิ่นอับๆ จากม่านผืนหนาโชยมาแตะจมูก สีเขียวเข้มของมันเหมือนกับสีของเสื้อตัวหนึ่งที่ผมชอบ ม่านในห้องของเขา ผมซื้อเวลาของเขามาจากร้านเหล้าเล็กๆ ในมุมหนึ่งของเมือง จ่ายแพงซักหน่อย แต่ได้แบบที่ถูกใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แล้วก็ไม่ใช่ครั้งที่สองที่ผมมาที่นี่ ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมยังกลับมาที่นี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ถอดสิครับ”

เขาไม่ใช่คนพูดมากนัก และทุกคำของเขาผมทำตามอย่างไม่อิดออด อาจเพราะผมชอบตัวเองมาก หรือเพราะตกอยู่ภายใต้อำนาจของดวงตาคู่นั้น แจ็กเก็ตราคาแพงถูกถอดพาดไว้กับโซฟาใกล้ๆ เป็นอย่างแรก ภายในห้องพักมีเพียงแสงสลัวๆ พอให้เห็นข้าวของได้เพียงรางๆ ผมค่อนข้างจะเจ้าระเบียบ แต่ของที่ถูกวางกองไว้อย่างลวกๆ ในห้องนี้ไม่ได้ทำให้ผมรำคาญตาแต่อย่างใด

“ถอดแค่เสื้อผ้าก็พอครับ”

มือที่กำลังถอดสร้อยคอออกถูกรั้งด้วยมือของใครอีกคน ก่อนที่มือหนานั้นจะช่วยถอดเสื้อยืดตัวบางให้ ผมจับจ้องใบหน้าหล่อคมคายของคนตรงหน้า หล่อเหลาราวรูปสลักเช่นเดียวกับรูปร่างกำยำที่สังเกตได้แม้จะมีเสื้อผ้าปกปิดอยู่

“มีอะไร ติดตัวอยู่นิดๆ หน่อยๆ เซ็กซี่ดี” เขายิ้มพลางจัดสร้อยคอที่อยู่กลางอกของอีกฝ่าย มือหนาต้องผิวเนื้อโดยไม่ได้สนใจดวงตาที่จับจ้องอยู่โดยไม่ละออก “ถอดกางเกงด้วยครับ”

พูดจบผละออกไปที่เตียงแทบจะในทันที

ผมชอบ....กระทั่งท่าทีที่เหมือนจะใจดี แต่ก็เย็นชานี้













“จียง....อืม....ดีมากครับ” เสียงทุ้มต่ำพึมพำคล้ายพูดให้ตัวเองได้ยินเท่านั้น ขณะที่นิ้วเรียวของอีกฝ่ายจิกทึ้งผ้าปูที่นอนจนยับย่น กายเปลือยต้องแสงดูวาววับน่าสัมผัส เส้นผมสีอ่อนกระจายอยู่บนหมอนนุ่มฟูสีเข้ม ราวกับกำลังจะจมหายลงไปในห้วงที่มืดมิด



แชะ!!

เสียงลั่นชัดเตอร์ดังขึ้นอีกครั้ง ไฟแฟลชวาบใส่ดวงตา หากแต่เคยชินจนไม่มีอาการสะดุ้งสะเทือน ร่างเปลือยที่พลิกไพล่เคลียเคล้าอยู่กับเตียงคว่ำตัวเปลี่ยนอิริยาบถส่งผลให้ผ้ากำมะหยี่สีเลือดนกที่ถูกใช้ปิดบังส่วนสำคัญของตนพาดอยู่บนเนินสะโพกอย่างชวนวาบหวิวพอเหมาะพอเจาะ

เพลงจากจานเล่นแผ่นเสียงทำหน้าที่ของมันเช่นทุกครั้ง จียงได้ยินช่างภาพของเขาฮัมตามบางครั้งคล้ายเสียงพึมพำ ตาเรียวจับจ้องริมฝีปากหยักงามนั้นแล้วฮัมตามในบางที

“นี่...อยากรู้ไหมว่าทำไมผมถึงจ้างคุณถ่ายรูปบ่อยๆ”

จียงประสานมืออยู่ตรงข้างแก้ม ดวงตามองตรงเลนส์กล้องถ่ายรูปราวกับกำลังสื่อสารกับมันอยู่ รอยยิ้มกระหยิ่มวาดอยู่บนใบหน้าได้รูปสวยที่ผ่านการตกแต่งโดยหมอศัลยกรรมฝีมือดี ทำแต่น้อย สวยแต่ไม่ซ้ำอย่างบล็อคหน้าของคนทั่วไปที่ผ่านมือหมอมาแล้ว

“ผมไม่รู้เหรอครับ” คำตอบนั้นทำให้จียงหัวเราะ ดวงตาเป็นประกายมองตอบเลนส์ราคาแพง ก่อนจะเหลือบไปมองผู้ที่อยู่หลังเลนส์

มือหนาคว้าวิสกี้สีอำพันออนเดอะร็อคสลับกับนิโคตินที่เหมือนจะทำให้เมาง่ายขึ้น กลิ่นควันบุหรี่อวลในห้อง ทั้งยังเจืออยู่บนหมอนที่จียงแกล้งซ่อนเสี้ยวหน้าส่วนหนึ่งไว้ จมูกสูดกลิ่นนั้นแรงๆ ขณะที่ดวงตาข้างหนึ่งที่โผล่พ้นจับจ้องไปยังดวงตาคู่คมหลังเลนส์กล้องนั้น ดูเหมือนคนตรงหน้าจ่อจมอยู่ในห้วงคิด เครื่องบันทึกภาพที่เขาหลงใหล

แสง

เงา

วัตถุ

เพียงชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้นนี่จะได้เห็น หากแต่ด้วยมือคู่นั้น ชั่วเสี้ยววินาทีที่ว่าจึงถูกบันทึกลงไป

“ทำไมถึงชอบถ่ายรูปล่ะครับ คุณช่างกล้องค่าตัวแพง” มือที่ประสานกันอยู่ถูกเลื่อนมารองรับใบหน้าไว้ จียงเอียงคออย่างน่ารักตอนที่ถาม

แต่เป็นเสียงชัตเตอร์ลั่นกลับมาแทนคำตอบ อึดใจนึงนับว่าน้อยไปกว่าที่เสียงทุ้มนั้นจะดังขึ้น “ทำไมคุณชอบรูปที่ผมถ่ายล่ะครับ คุณนายแบบค่าตัวสูง”

แทนที่จะได้คำตอบกลับต้องเป็นฝ่ายหาคำตอบเสียเอง “คุณไม่รู้เหรอ”

จียงหัวเราะ ตาเรียวเบือนออกจากเลนส์ราคาแพงคล้ายกำลังคิด ครั้งแรกที่เขาเจอชายตรงหน้า เป็นงานถ่ายแบบให้กับห้องเสื้อแห่งหนึ่ง แม้จะเป็นแบรนด์ที่เพิ่งเกิดใหม่ แต่ด้วยรสนิยมและดีไซน์ที่ถูกใจ ทำให้ควอนจียงไม่คิดนานที่จะตอบรับงานนี้

เขายังจำได้ว่าวันนั้นเขาไปถึงสถานที่ซึ่งใช้ถ่ายก่อนเวลาอย่างทุกครั้ง แต่กลับกลายเป็นว่า ช่างภาพของเขาไปถึงก่อนเสียอีก ผู้ชายตัวสูงผมตัดสั้น สวมแว่นกรอบครึ่งเฟรม สเวตเตอร์แขนยาวสีตุ่น เชิ้ตตัวในสีชมพูจางๆ มีกลิ่นโคโลนจญ์โชยมาจากชายแขนเสื้อปนไปกับกลิ่นบุหรี่ ช่างภาพฝีมือดีที่ชื่อชเวซึงฮยอน ตลอดการทำงานช่างกล้องของเขาค่อนข้างพูดน้อย ซึงฮยอนไม่ได้สั่งว่าเขาควรทำยังไงต่อหน้ากล้อง ทันทีที่อยู่ในฉาก เขารู้สึกได้ถึงสายตาคมกริบที่จับจ้องผ่านเลนส์กล้องถ่ายรูป ชเวซึงฮยอนเหมือนนักอ่านตัวยงที่สามารถทำความเข้าใจข้อความทุกบรรทัดที่ผ่านเข้ามาในสายตาได้อย่างแจ่มแจ้ง เพียงแต่ควอนจียงไม่ใช่หนังสือเท่านั้น

ผลงานจากการกระทำร่วมกันของเขาและชเวซึงฮยอนไม่ใช่แค่ถูกใจผู้ว่าจ้าง แต่จียงรู้สึกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กระดาษอัดรูปที่มีภาพของเขาฉายอยู่บนนั้น

ไม่ใช่แค่เรือนร่างและอาภรณ์ที่สวมใส่ แต่รวมไปทั้งแววตา สีหน้า ท่าทาง เพียงชั่วเสี้ยววินาที หนึ่งเฟรมจากหนึ่งพันที่เขาไม่ได้กำลัง โพส ใบหน้าหรือท่าทาง

ตัวเขาสวยงามอย่างเหลือเชื่อ

“ผมชอบตัวเองในงานของคุณ” จียงยิ้มกับคำตอบที่เอ่ยออก

ตาเรียวตวัดกลับมามองที่ร่างสูง เขาไม่แน่ใจว่าเสียงชัตเตอร์ดังไปแล้วกี่ครั้ง ลูกตาสีเปลือกไม้ฉายแววสงสัย ความจริงชเวซึงฮยอนเหมาะจะเป็นนายแบบมากกว่าช่างภาพเสียงอีก กระทั่งสวมแว่นตากรอบครึ่งเฟรม เขาก็พบว่าใบหน้านั้นคมคาย คิ้วหนารับกับหน้าผากเกลี้ยงเกลา ดวงตาคู่สวยระแพขนตาหนา จมูกเป็นโด่งได้รูป ริมฝีปากกระจับน่ามอง เรื่อยไปถึงรูปร่างที่ถูกปกปิดด้วยเสื้อผ้า แต่โครงร่างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อไม่อาจซ่อนเร้นไปจากสายตา แปลกมั้ยที่ควอนจียงหลงใหลในรูปร่างและเสน่ห์ของเพศชาย ทั้งตัวเองและคนตรงหน้า

น้ำมันหอมที่ถูกลงบางเบาเพื่อให้ผิวกายดูดีในภาพถ่ายระเหยหอมเหมือนอัลมอนด์กลั้วด้วยยาสูบแต่งกลิ่นช็อคโกแลตถูกเผาไหม้ที่ลอยอยู่ในอากาศ ยิ่งกายร้อนกลิ่นอัลมอนด์ก็ยิ่งแหลม จนกลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัว

เป็นอย่างนี้เสมอ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขามาที่นี่ เมื่อตอนที่เขาวอนขอให้ร่างสูงช่วงถ่ายอัลบั้มภาพส่วนตัวให้ คอลเลคชั่นภาพเปลือยของเขา ตั้งแต่ครั้งแรกที่เครื่องกีดขวางบนร่างกายถูกปลดเปลื้องออก เหลือแต่ผิวเนื้อแท้ๆกับเลนส์กล้อง...จียงรู้สึก

ทีแรกเขามั่นใจว่าเขารักร่างกายของตัวเองบนภาพถ่ายมากที่สุด และคนตรงหน้าถ่ายทอดมันออกมาได้ดีกว่าใคร
แต่ถึงตอนนี้ เขาไม่มั่นใจนัก บางที อาจเพราะเขาหลงรักอย่างอื่น...

บางที อาจเป็นเพราะดวงตาคู่นั้น


ร่างกายมันวูบวาบ ยามที่ดวงตาคู่คมนั้นกำลังจับจ้องร่างที่เปลือยเปล่า ดวงตาที่สามารถมองเขาได้ทะลุปรุโปร่งอย่างที่กระจกที่ถูกวางอย่างซับซ้อนเพื่อสะท้อนภาพของเขาไม่อาจขวางกั้นไว้

นับรวมไปกับตอนที่เอ่ยให้เขาเปลื้องเสื้อผ้า เสียงทุ้มต่ำในลำคอ คล้ายคำสั่ง น่าฟัง

“ดีครับ...แบบนั้นแหละ”

ซึงฮยอนคงกำลังหมกมุ่นกับการมองภาพผ่านอุปกรณ์ในมือ เทคนิค มุมมอง สี แสง เงา เขา อะไรก็แล้วแต่ ทั้งที่คอยพะวงกับแก้วเหล้า มวนบุหรี่ที่สอดอยู่ตรงง่ามนิ้ว แหวนเงินที่นิ้วก้อย ควันขาวๆ ของลอยอยู่จางๆ ดูคล้ายกับภาพฝัน เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผม

ดวงตาจดจ่ออยู่ตรงช่องมองภาพไม่เคยหลบหลีก

คล้ายร่างทั้งร่างถูกห้อมล้อมไปด้วยเปลวไฟ เขารักสิ่งนี้เหลือเกิน และไม่อาจห้ามปรามความรู้สึกใดๆ ที่เกิดขึ้นได้ ดวงตาที่จับจ้องมายังร่างกายที่เปลือยเปล่านี้ ตั้งแต่ปลายเท้า ปลีน่อง ต้นขา นึกถึงทุกภาพที่ชเวซึงฮยอนเคยถ่ายให้เขา ภาพขาวดำบนกระดาษอัดรูป หนีบเรียงเป็นแถวในห้องมืดที่เขาเคยเข้าไป

เส้นโค้งของกระดูกสันหลังรับกับสะโพกมน ร่างกายที่เปื้อนด้วยน้ำหมึก ข้อความที่ฝังลงไปในผิวหนัง คล้ายฝังตัวให้อยู่กับตน ให้ได้เห็นตัวเองชัดขึ้น ในกระจก ในภาพถ่าย เช่นเดียวกันก็เปิดเผยให้ใครต่อใครได้เห็น

ทั้งจิตวิญญาณ ทั้งเนื้อหนังมังสา โดยเฉพาะกับคนตรงหน้า หน้าท้องแบนราบ แนวกระดูกไหปลาร้า ไหล่กว้าง ลำคอ ใบหน้า รอยยิ้ม ดวงตา

เขารักร่างกายของตัวเอง

รักดวงตาคู่นั้นที่จับจ้อง

.....แค่ไหนก็ไม่เคยพอ

“ซึงฮยอน....”

เสียงหวานละมุนทอดอย่างยั่วเย้า มือเรียวที่เกาะกุมกันอยู่ ไล้ตามผิวหน้าของตนเอง แก้มขวาที แก้มซ้ายที

“ซึงฮยอนอ่า.....”

“เปลี่ยนท่าสิครับ” ราวกับคำสั่ง น่าฟัง ร่างบางพลิกหงายขึ้นอีกครั้งทิ้งศีรษะลงตรงปลายเตียง สร้อยคอที่มือหนาเคยทิ้งสัมผัสอุ่นปัดป่ายอยู่ตรงแผ่นอก เย็นเยียบ ตาเรียวช้อนขึ้นมองคนที่ยืนอยู่เหนือขึ้นไป

เชิญชวน.....

“มีอารมณ์เหรอครับ” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่อีกฝ่ายยิ้มยั่วทั้งที่ไม่ขยับไปไหน

“แล้วคุณจะสนองรึเปล่าล่ะครับ” จียงหัวเราะ ไหวไหล่น้อยๆด้วยจริต

ตาเรียวไหวระริก เมื่อรู้สึกถึงระยะห่างระหว่างดวงตากับเลนส์กล้องที่หดสั้นลง แสงที่ตกกระทบวาบวับอยู่ในดวงตา เขาเห็นภาพสะท้อนบนกระจกเลนส์ ดวงตาที่ทอดอ้อยอิ่ง เขามองมันอย่างหลงใหล ในมุมมองของอีกฝ่ายจะเป็นยังไงกันนะ

ตัวเขาที่เปลือยเปล่าในตอนนี้.....

“คนที่เห็นร่างเปลือยของตัวเองแล้วมีอารมณ์แบบคุณน่ะ ให้ผมสนองจะดีเหรอ”

“ผมคงรักตัวเองมากไปหน่อย”

กล้องถ่ายรูปที่เคยกั้นกลางถูกวางลงข้างศีรษะของเขา ใบหน้าหล่อคมคายก้มลงมาช้าๆ เขาเห็นเพียงรอยยิ้ม และแสงจากโคมห้อยเพดาน เงยหน้าขึ้นไปรับสัมผัสจากริมฝีปากของอีกคน

“แววตาของคุณตอนนี้ ถ้าได้ยกกล้องขึ้นมาถ่ายก็คงดี” เสียงทุ้มพึมพำอยู่กับริมฝีปากของนายแบบหนุ่มผู้ว่าจ้าง พลันเนื้อแนบเนื้อ ช่วงชิง รุกล้ำ มือหนาคว้ากล้องที่ถูกวางไว้ทีแรกขึ้นมา ทว่าก่อนที่จะได้ยกกล้องขึ้นมาดั่งใจหมาย เจ้าของดวงตาฉ่ำเยิ้มที่มัวเมาอยู่กับรสจูบชิงเหวี่ยงเขาลงกับเตียงเสียก่อน ร่างที่อยู่ด้านใต้พลิกขึ้นมาควบคุมเกม ผ้ากำมะหยี่ยังไม่หลุดร่วงลงจากร่างสีนวลตาที่มัวเมาอยู่กับรสจูบราวคนไม่รู้จักพอ

มือเรียวปลดเปลื้องเชิ้ตสีอ่อนของอีกฝ่ายโดยไม่รอคำอนุญาต กระดุมถูกปลดออกทีละเม็ดปรากฏแผงอกกำยำต่อหน้า มือเนียนนุ่มไล้ไปตามรูปกล้ามเนื้อราวกับกำลังหลงใหล ตาเรียวจับจ้องดวงตาของอีกฝ่ายที่หรี่มองมา รอยยิ้มตรงมุมปากคล้ายมั่นใจในรูปร่างและเสน่ห์ของตนเสียงเต็มประดา

ถ้าจียงกำลังยั่วให้หลงใหล ซึงฮยอนคงกำลังยั่วให้อยากได้...ให้ติดใจ

อย่างที่ต่อให้ได้ไปมากแค่ไหน ก็ไม่เคยพอ


“อยู่ข้างล่างแบบนี้...ชอบรึเปล่า” นิ้วเรียวไล้วนอยู่แถวกล้ามหน้าท้องของคนเบื้องล่าง ฟันขาวๆขบริมฝีปากล่างราวกับกำลังเขินอาย ช้อนตาขึ้นมองดวงตาเปี่ยมเสน่ห์ก่อนจะหลุบลงไปมองผิวเนื้อที่นิ้วไล้ ราวกับจะแก้เก้อ

“ชอบสิครับ ชอบจนอยากจะเก็บภาพไว้....” ว่าพลางมือหนาไล้ไปตามเนินสะโพกของอีกฝ่าย กล้องถ่ายรูปนะเหรอ วางทิ้งไว้ที่หัวเตียงตั้งแต่ร่างแบบบางนั้นเหวี่ยงเขาลงมาอยู่ด้านล่างแล้ว “....ดวงตาของคุณตอนกำลังต้องการน่ะ”

“คุณก็ต้องการผมเหมือนกันไม่ใช่เหรอ...” ร่างเพรียวก้มลงไปจนแนบชิดกระซิบกับริมฝีปาก ก่อนจะบรรจงดูดดึงลิ้มกลิ่นของไม้โอ๊คที่หอมอวลอยู่ในปากเข้ากันดีกับช็อคโกแลต ติดลิ้น ติดจมูก เจ้าของดวงตาคมที่ลามไล้ร่างกายของเขา นิ้วเรียวไล้ไปตามท้ายทอย ผมสีดำสนิทสั้นจนแทบจับไม่ติด ปล่อยให้นิ้วได้เรียวไล้สัมผัสจนกว่าจะพอใจ

อีก

ไม่พอ

อีก

ไม่เคยพอ

มือหนาอุ่นร้อน ไล้ไปตามแผ่นหลัง ร่างก็ร้อน ยามนี้ซึงฮยอนรู้เพียงว่าร่างในมือของเขายั่วยวนเพียงใด ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาเจอจียง สายตาที่มองทะลุเลนส์กล้องพุ่งตรงมายังเขา สัมผัสแตะไล้อย่างระมัดระวัง เหมือนสัตว์ป่า แล้วจู่โจมชนิดที่ไม่ปล่อยให้เขาได้ตั้งตัว

จียงมีเสน่ห์กระทั่งกับเพศเดียวกัน เขายอมรับในข้อนี้ ยอมรับว่าเขายอมเพียงดอมดมร่างตรงหน้านี้เพื่อที่จะถูกกลืนกิน ตอนที่จียงติดต่อมาเรื่องที่จะให้ถ่ายภาพส่วนตัวให้ เขาไม่เสียเวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียว ตอนที่จียงร้องขอเรื่องความสัมพันธ์ทางกาย จียงคงไม่รู้ในจินตนาการของซึงฮยอนเรือนร่างที่มองผ่านเลนส์ดวงตาคู่นั้นพาเขาไปถึงโลกที่ใจปรารถนาตั้งแต่ลั่นชัตเตอร์ครั้งแรกแล้ว

ซึงฮยอนพลิกขึ้นมาอยู่เหนือร่างนั้น ละริมฝีปากออกจากกันให้ดวงตาได้สบถ่ายความปรารถนาต่อกันก่อนฝังมันลงไปในผิวเนื้อ เสียงครางพร่าในลำคอ ดังอยู่ข้างหู ชิดจนริมฝีปากสัมผัส แขนเรียวโอบรัดกายของเขา

ต้องการเพียงแต่เขา

เรียกแต่เพียงชื่อของเขา

ฝังรอยปรารถนาของเขาลงในทุกอณูกลบทุกถ้อยคำบนผิว ดุจจะครอบครองเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว เขารู้สึกถึงแรงขืนน้อยๆก่อนจะค่อยผ่อนปรนเมื่อเขารุกคืบสัมผัส ใบหน้าบิดเบี้ยวทรมานทว่าดวงตาฉายแววร้องขอ กลิ่นเหงื่อเคล้าไปกับกลิ่นน้ำมันหอม มือนุ่มที่โอบกอดเขาไว้ อดไม่ได้ที่จะเลื่อนไปสัมผัสตัวเองเป็นครั้งคราว เสียงหอบหายใจดังไม่ขาด

“ทนไม่ได้แล้วเหรอครับ” เจ้าของใบหน้าที่กำลังทรมานจิ๊ปากอย่างขัดใจ ก่อนจะจำต้องเบนหน้าหนีสายตาคมกล้าที่จ้องมองมาทั้งที่กำลังค่อยๆ เข้าครอบครองความอุ่นร้อน เสียงหอบหายใจกระชั้นถี่ขึ้นตามกระแสเลือดที่ฉีดพล่านทั่วร่าง

“อย่าหลบตาสิครับ ชอบไม่ใช่เหรอครับ” ยามที่ดวงตาคมสวยจ้องมองมาที่ร่างเปลือยเปล่า ยามที่ดวงตาได้สบกันเมื่อไฟปรารถนาคุโชน

“ซึงฮยอน... ชอบ ชอบมาก” พร่าเพียงกระซิบ ยั่วเย้าและเต็มไปด้วยตัณหา ดวงตาปรือปรอยคืบคลานเข้าหานั้นน่ามองอย่างประหลาด

ชายหนุ่มเบียดชิดเข้าหาร่างที่ทอดกายให้เขาเป็นผู้นำพา ริมฝีปากกลับมาคลอเคลียซึ่งกันและกัน เพียงแรงฉุดที่ข้อมือเล็กน้อย ร่างบางก็ปีนกลับขึ้นมาอยู่ด้านบนอีกครั้งโดยที่ริมฝีปากไม่ได้ละห่างออกจากกันแม้ซักวินาที นิ้วมือนวดเค้นเนื้อเนียน ลิ้นรุกไล้ช่วงชิงทุกหยาดทุกหยดจนแทบจะหยุดหายใจ

ยามเมื่อร่างสูงค่อยแทรกล้ำเข้ามาในห้วงอารมณ์ ปลายนิ้วจิกเกร็งแน่นเมื่อความร้อนชำแรกผ่านความร้อน เสียงหวีดครางแหลมสูงเสียดเข้าไปในแก้วหู ทำเอาขนลุกซู่

จียงปรอยตามองใบหน้าบิดเบี้ยวเหมือนพยายามอดกลั้นของคนใต้ร่าง นิ้วมือสัมผัสไปตามหน้าท้องและแผ่นอก กล้ามเนื้อแน่นแข็ง ปลายนิ้วของอีกฝ่ายไล้เล่นกับริมฝีปากของเขาที่เจ่อช้ำเพราะรอยจูบ เหมือนเกลียวคลื่นบนผิวน้ำภายใต้แสงจันทร์ หยอกล้อระหว่างกัน

“ได้โปรด อย่าหยุด” เสียงหวานที่กระซิบเบาบางเหมือนคำเชิญชวน สะโพกบดเบียดสัมผัสความรุ่มร้อนลึกซึ้งครวญครางอย่างแมวน้อย พิษสงอย่างเสือร้าย

ราวกับได้เห็นภาพฉายตัวตนที่เปลือยเปล่า มือหนาบีบเค้นสะโพกตึงแน่น มองร่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เหนือร่าง คนอาจเรียกมันว่าความรัก เซ็กส์ ความปรารถนา ความต้องการ อยากได้ ครอบครอง อะไรก็แล้วแต่ สำหรับเขารูปถ่ายของจียงคือหนึ่งชั่วเสี้ยววินาทีจากหนึ่งพันเฟรม และภาพตรงหน้าในตอนนี้คือภาพเคลื่อนไหวในกรอบเวลาของตัวตนที่มีเพียงคนสองคนเท่านั้นที่จะเข้าใจ

“จียง....จียง.....”

“ซึงฮยอน....ชอบ....ชอบที่สุด”











มันเป็นฟิคชั่ววูบ คิดได้ขณะกำลังนั่งเบื่อๆ อยู่ในรถระหว่างการเดินทาง
หวังว่าจะทำให้รื่นเริงได้เบาๆ นะคะ


.28 2013 SF comment1 trackback0

[FIC] ใจแตก VII


poster 00








"Love takes off masks that we fear we cannot live without and know we cannot live within."
James A. Baldwin






Seven :: You & Me

“ไม่มีคำแก้ตัวหรอก สำหรับคนเลว” สิ้นคำของร่างสูง จียงก็เหมือนกับหมดแรงเอาเสียดื้อๆ ร่างเล็กปล่อยให้ร่างของตนหล่นลงมาในอ้อมกอดของป้ามินอาตามแรงโน้มถ่วง

แผ่นหลังของซึงฮยอนที่กำลังเดินจากไปนั้นช่างดูว่างเปล่า สายลมเย็นๆพัดเข้ามาเบาๆจนร่างเล็กๆสั่นสะท้านไปหมด ของเหลวอุ่นๆถูกขับออกมาจากดวงตาเรียวซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างน่าสงสาร ป้ามินอาได้แต่กอดคุณหนูน้อยๆที่เธอเฝ้าถนอมมาตลอดทั้งน้ำตา

...............

มีคนเคยบอกว่า คนเราถึงแม้เลือกที่จะเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกได้ว่าเราจะเป็นใคร เราจะยืนอยู่ตรงไหน ที่ๆมีแต่แสงสว่าง หรือที่ๆมืดมิดไร้แสงไฟ

ฉันเอง.......ก็อยากจะเป็นเช่นผู้คนทั่วไป อยากยืนอยู่ตรงนั้น ที่ๆสว่างมากมายกว่าใครๆ แต่ทั้งที่กำลังไขว่คว้าแสงจ้านั้นเท่าไหร่ ยิ่งกลับรู้สึกว่า.........มันมืดมิดลงทุกที

แม้ว่าตอนนี้ร่างกายจะหนาวสั่นซักแค่ไหน แต่ร่างกายบอบบางของใครบางคน ก็ยังคงปล่อยให้สายน้ำที่เย็นเฉียบ ไหลชะล้างตั้งแต่ศีรษะ เส้นผมสีดำสนิทเปียกจนไม่รู้จะเปียกยังไงแล้ว ผิวกายที่ขาวผาดดูซีดราวกับร่างกายที่ไม่มีเลือดไหลเวียน แต่อย่างนั้นร่องรอยแดงๆทั่วทั้งร่างกายก็ยังปรากฏเด่นชัด มันจะลบเลือนไปไม่ได้เลยเหรอ ยิ่งเห็นก็ยิ่งนึกถึง ช่วงเวลาที่เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้ อีกทั้งความเจ็บร้าวตรงบริเวณสะโพก และรอยแผลรอยช้ำตามร่างกายก็ยังคอยตอกย้ำอยู่

แขนทั้งสองข้างๆค่อยๆโอบกอดร่างกายนี้เอาไว้ ร่างกายที่กำลังสั่นสะท้าน ไม่รู้ว่าเพราะกำลังหนาว หรือเพราะกำลังกลัวอยู่กันแน่ แต่ที่แน่ๆ ยิ่งกอดก็เหมือนกับว่ายิ่งสั่น

เพราะว่าสายน้ำนั้นยังไหลอยู่ชะล้างตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้าไหลลงอย่างรวดเร็ว แบบนั้นจึงโกหกตัวเองได้ บอกตัวเองว่าไม่ได้อ่อนแอ บอกตัวเองว่าเรื่องแค่นี้ไม่เห็นเป็นไร

เพราะว่าพอไหลจากตาแล้ว ก็รวมไปกับสายน้ำพวกนั้นในทันที.............ก็เลยโกหกตัวเองได้ บอกตัวเองว่าเข้มแข็งได้ บอกตัวเองได้ บอกว่าฉันไม่ได้ร้องไห้

..........บอกว่าฉัน.........ไม่ได้อ่อนแอ......................

“คุณจียงคะ....คุณจียง!!!!” มินอาร้องออกมาอย่างตกใจ เธอลงไปต้มข้าวต้มในครัวแป๊บเดียว พอขึ้นมาก็เห็นว่าคุณหนูของเธอไม่ได้นอนอยู่บนเตียงเหมือนตอนแรกแล้ว เสียงน้ำจากฝักบัวทำให้เธอวิ่งมาตรงห้องน้ำทันที ประตูถูกเปิดทิ้งไว้ให้ลมเย็นๆพัดเข้ากระทบผิวกายที่สั่นหนาวเพราะน้ำเย็นๆอยู่แล้วนั้น ให้ยิ่งหนาวเข้าไปอีก

“คุณจียง!” มินอาตะโกนเสียงหลง บนผิวกายขาวซีดของคุณหนูของเธอ เต็มไปด้วยรอยแผลทั้งที่มีเลือดซึมอยู่บ้างและที่แห้งแล้ว ทั้งรอยฟกช้ำดำเขียว และรอยแดงๆ ที่กระจายอยู่ทั่งผิวขาว ร่างน้อยโยกตัวช้าๆ พลางพึมพำร้องเพลงอย่างติดๆขัดๆ ความหนาวทำให้จียงปากสั่นไปหมด เธอรีบวิ่งไปปิดน้ำทันทีก่อนจะใช้ผ้าขนหนูผืนหนา ห่อร่างบางๆเอาไว้

“E….Every place I ....g….go, I…..I think of you Every.... s…..song I sing, I….. sing for you…..” เสียงเล็กๆยังคงขับขานเพลงที่ใครบางคนเคยร้องให้ฟังยามที่มินอาโอบกอดร่างเล็กๆนั้นไว้แน่น

“คุณหนู....ไม่หนาวเหรอคะ…” มินอากล่าวเสียงสั่น

“มะ....ไม่ฮะ....จียง.....ไม่หนาว...” แม้จะเป็นเสียงกล่าวตอบที่เบาแสนเบา แต่ก็ทำให้มินอาใจชื้น อย่างน้อย จียงก็ยังฟังเธอและกล่าวตอบออกมาได้ “จียง...ร้องเพลง.........เพราะมั้ย....ฮะ...”

มินอาเพิ่งสังเกตเห็น ดวงตาเรียวสวยของคุณหนูของเธอ แดงก่ำไปหมด ทั้งหยาดน้ำใสๆก็กำลังเริ่มไหลลงมาด้วย แต่นัยน์ตากลับเหม่อลอยราวกับไม่รับรู้สิ่งใด “เพราะค่ะ....เพราะมากเลย...” มินอากระซิบพลางให้มือปาดหยาดน้ำอุ่นๆที่เริ่มไหลลงมาจากตากลมอย่างลนลาน ก่อนระรวบร่างเล็กขึ้นมาแนบอก

หลายปีแล้วที่มินอาไม่ได้อุ้มคุณหนูตัวน้อยๆคนนี้ แต่คุณหนูวัยสิบสามขวบของเธอยังคงตัวเล็กกว่าเพื่อนๆในวัยเดียวกันอยู่ตั้งมากมาย จียงจึงถูกอุ้มมาที่เตียงได้ง่ายกว่าที่ควรจะเป็น ร่างเล็กที่ปราศจากอาภรณ์ใดๆ นอกจากผ้าขนหนูสีขาวสะอาดตานี้สั่นไม่ยอมหยุด ไอร้อนๆแผ่ออกมาให้มินอารู้ได้ไม่ยากว่าคุณหนูของเธอเป็นไข้ซะแล้ว

“คุณหนูนอนแป๊บนึงนะคะ เดี๋ยวมินอาจะไปเอายามาทาให้ แล้วก็ค่อยแต่งตัวนะคะ เดี๋ยวมินอาจะป้อนข้าวต้มให้ แล้วคุณหนูก็ต้องทานยาด้วยนะคะ” มินอาห้ามเสียงตัวเองไม่ให้สั่นพลางเอาผ้าห่มคลุมร่างของจียงไว้ก่อน แต่ดูเหมือนจียงจะไม่ได้ฟังที่เธอพูดเลย

ครู่เดียวมินอาก็กลับมาพร้อมกับยาสองสามอย่างในมือ จียงหยุดร้องไห้แล้ว แต่ก็ยังดูเหม่อลอยไม่รับรู้สิ่งใด มินอาจับจียงให้พลิกตัวนอนคว่ำ ก่อนที่เนื้อครีมสีขาวกลิ่นเอียนๆจะถูกป้ายลงไปตามรอยแผลอย่างแผ่วเบา แผลแล้วแผลเล่า เรียกหยาดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าให้ร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย มินอากลายเป็นคนที่ร้องไห้เป็นเด็กๆเสียแล้ว ทั้งที่จียงยังคงนิ่งเฉยอยู่แบบนั้น

“ใครทำคุณหนูแบบนี้กันคะ....” เธอเอ่ยถามออกมาทั้งที่รู้ว่า ไม่อาจมีคำตอบใดเอื้อนเอ่ยออกมา มินอาจับจียงให้นอนหงายอีกครั้ง บาดแผลมากมายทำให้เธอต้องเบนสายตาออกจากภาพตรงหน้าก่อนจะสูดหายใจลึกๆแล้วกลับมาดูแลจียงต่ออีกครั้ง ทั้งรอยกัด รอยเล็บ รอยช้ำ รอยคิสมาร์ค ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจียงโดนอะไรมา

เสื้อผ้าชุดหนึ่งที่ได้เตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ถูกนำมาใส่ให้จียงอย่างอ่อนโยน คล้ายกับตอนจียงยังเป็นเด็กที่แต่งตัวไม่เป็น จะผิดกับก็ตรงที่เวลานั้น ดวงตาคู่น้อยยังดูไม่ประสาพอจะรับรู้เรื่องราวของความเจ็บปวดในการมีชีวิตอยู่ แต่ตอนนี้....จียงรู้มันมากจนเกินไปกระมัง นัยน์ตาสวยถึงได้ดูหม่นเศร้าจนน่าใจหาย

ข้าวต้มอุ่นๆช้อนแล้วช้อนเล่าถูกป้อนเข้าปากบางอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว จียงไม่ใช่เด็กดื้อ ออกจะหัวอ่อนว่าง่าย ไม่เคยทำให้ใครต้องลำบากใจ ไม่เคยร้องไห้โยเยเหมือนเด็กคนอื่น ออกจะพูดน้อยเกินไปด้วยซ้ำ แต่กลับไม่ได้เป็นที่รักของพ่อกับแม่แม้แต่นิดเดียว ได้มินอานี่แหละที่คอยประคบประหงมมาแต่เล็กแต่น้อย

หลังจากทานเข้าไปได้ค่อนถ้วย จียงก็ไม่อ้าปากกินข้าวต่อ มินอาจึงเอายาให้ทาน ซึ่งจียงก็ทำตามโดยไม่อิดออด มินอาขยับให้จียงนอนในท่าสบาย ก่อนจะห่มผ้าให้จนถึงอก

“หลับซะนะคะ คนดีของมินอา พอตื่นขึ้นมาอีกที มันก็เป็นเพียงแค่ฝันร้าย....” เธอกล่าวพลางลูบศีรษะของจียงเบาๆ ไม่นานนักจียงก็หลับไปจนได้

แต่สิ่งที่มินอาพูดเป็นแค่คำปลอบใจก็เท่านั้น เมื่อจียงตื่นขึ้นมาเขาก็พบว่ามันไม่ใช่เพียงแค่ฝันร้ายที่มินอาว่า แต่มันคือความจริง ที่จียง....ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย


...............................................
............................
...........


เมื่อซึงฮยอนมาถึงอเมริกา เขาก็พบว่าบม เพื่อนร่วมห้องของเขาก็มาเรียนต่อที่นี่เหมือนกัน ทั้งสองเรียนโรงเรียนเดียวกัน เป็นเพื่อนสนิทกัน การที่ต้องอยู่ร่วมกับคนต่างถิ่นต่างภาษาหากได้อยู่กับคนรู้จักคนที่พูดภาษาเดียวกันเข้าใจก็คงจะดีกว่าต้องอยู่คนเดียว

ดังนั้นจึงเป็นที่รู้กันในหมู่เพื่อนๆว่า หากมีซึงฮยอนอยู่ที่ไหน บมก็จะอยู่ข้างๆ หากมีบมอยู่ที่ไหนซึงฮยอนก็จะคอยอยู่ข้างๆเช่นกัน ด้วยความที่เป็นเด็กตัวเล็กๆและนิสัยช่างอ้อนช่างเอาใจของบม จึงไม่แปลกเลยที่จะมีข่าวลือว่าคนทั้งคู่คบกันอยู่

สองปีแล้วที่ทั้งคู่มาอยู่อเมริกา สนิทกันจนเปิดอกคุยกันในทุกเรื่อง มีเพียงเรื่องเดียวที่ซึงฮยอนไม่เคยพูดถึงเลยตลอดสองปี คือเรื่องที่มี จียงอยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ดูเหมือนเรื่องของจียงจะเลือนหายไป จนคล้ายกับว่าไม่เคยมีตัวตนอยู่ในชีวิตของซึงฮยอนเลย แต่การที่ไม่พูดถึงไม่ได้หมายความว่าจะลืม….

สายๆวันหนึ่งในหอพักนักเรียน ซึงฮยอนวัย15ปี กำลังนั่งชมทิวทัศน์ที่ขาวโพลนนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย ทุกครั้งที่อากาศหนาว เขาจะนึกถึงเนื้ออุ่นๆ และผิวขาวนวลนุ่มๆของใครบางคน และจิตนาการไปว่าเขากำลังกอดคนๆนั้นเอาไว้

สองปีที่ผ่านเลยไปนั้น ซึงฮยอนพยายามจะตัดใจ บอกตัวเองว่าคนๆนั้นน่ารังเกียจแค่ไหน แต่มันก็เป็นได้แค่ความพยายามที่ไม่สัมฤทธิ์ผล เขายังรู้สึกว่า จียงอยู่ข้างกายเสมอ ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่น จนบางครั้งซึงฮยอนรู้สึกไปว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ซึงฮยอนพยายามจะทำให้กับบมนั้น เหมือนกับที่ซึงฮยอนเคยทำกับใครบางคนหรือเปล่า

“ซึงฮยอนตื่นนานแล้วเหรอคะ” เสียงใสๆของบมทำให้ซึงฮยอนหลุดออกจากห้วงความคิดของตนได้อย่างง่ายดาย หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูของบมโผล่เข้ามาให้ห้องก่อนที่จะเดินเข้ามาอย่างถือวิสาสะ

“ซักพักแล้วล่ะ หิมะตกหนักเชียว” ว่าแล้วก็กลับไปดูเกล็ดสีขาวที่สิ้นหวังกับการอาศัยอยู่บนท้องฟ้า และทอดตัวลงกับผืนดินอย่างแผ่วเบา

“คิดถึงใครอยู่รึเปล่าคะ” บมนั่งลงข้างๆ พลางยิ้มอย่างน่ารัก

“เปล่าหรอก.....บมชอบดูหิมะตกมั้ย” ซึงฮยอนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

“อื้อ....ชอบสิ มันสวยดี ทุกอย่างเป็นสีขาวไปหมด ดูบริสุทธิ์ไปหมด” ซึงฮยอนฟังคำนั้นพลางนึกเปรียบเทียบไปถึงคนที่ไม่ชอบหิมะตก

มันคือการสูญเสียอันแสนเศร้า หิมะสีขาวบริสุทธิ์ เมื่อตกลงสู่ผืนดินก็ต้องแปดเปื้อน แล้วสุดท้ายก็ต้องมลายหายไป

..........ทั้งหนาว.......ทั้งเหงา............

ร่างเล็กๆที่ชอบซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขายามหน้าหนาวเคยว่าไว้

“นี่ซึงฮยอน...ฉันมีเรื่องจะพูดด้วยล่ะ สำคัญมากๆเลย” ซึงฮยอนมองคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างแปลกใจ

“อะไรเหรอ....”

“คือ....ซึงฮยอนไม่ได้คบกับจียงแล้วใช่มั้ย” บมเปิดประเด็นด้วยชื่อของคนที่ซึงฮยอนไม่อยากเอ่ยถึงมากที่สุด เธอมองซึงฮยอนที่เงียบไปโดยไม่ตอบอะไร ก่อนจะเอ่ยต่อไปอีก “ความจริงแล้วบมชอบซึงฮยอนมาตั้งแต่ตอนอยู่เกาหลีแล้วล่ะ ถ้าซึงฮยอนจะคบกับบมได้รึเปล่า”

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันนิดๆอย่างแปลกใจ เขารู้จักกับบมมานานแล้ว แต่ไม่เคยเอะใจเรื่องนี้เลยซักนิด คิดๆดูแล้วบางทีบมอาจจะช่วยให้เขาลืมเรื่องที่อยากลืมก็ได้

ความเงียบของคนทั้งคู่ ทำให้บรรยากาศอึมครึมลงโดยไม่ได้ตั้งใจ นานทีเดียวก่อนที่ซึงฮยอนจะเอ่ยอะไรออกมา “อืม จากนี้ไปเราคบกันนะ”

บมฟังคำนั้น ก่อนที่รอยยิ้มที่น่ารักน่าเอ็นดูจะคลี่อวดฟันขาว คนตัวเล็กโถมกอดหาซึงฮยอนอย่างรวดเร็วด้วยความดีใจ

“ขอบคุณนะ รักซึงฮยอนที่สุดเลย” ร่างสูงชะงักไปนิดหน่อย ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบกลุ่มผมสีดำสนิทนั้นเบาๆ ไออุ่นที่ถ่ายทอดออกมาท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ ทำให้เขาคิดถึง…..

รอยยิ้มหวานๆ ผิวขาวๆ ดวงตาเรียวสวย น่ารักน่าเอ็นดู ร่างบางๆ แต่ในอ้อมกอดของเขาไม่ใช่แบบนั้น ไม่ใช่.....ไม่ใช่จียง


........

.................

................................

................................................


มือหนาประคองหน้าหวานที่ซุกอยู่บนหัวเข่าขึ้นมาอย่างแสนถนอม ตาเรียวที่พราวไปด้วยหยาดน้ำใสกลับเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่เข้าใจ ในเมื่อ....ซึงฮยอนที่เขาคิดไปว่า เดินหนีเขาไปจนแสนไกลแล้ว กลับนั่งอยู่ตรงหน้าซะได้ เสียงสะอื้นดังๆก้องอยู่ในหู ยังกับฝันไปแน่ะ เพราะว่า.......มันเป็นเสียงของซึงฮยอน

“อย่าโทษตัวเองอีกเลยนะ อย่าทำร้ายตัวเองไปให้มากกว่านี้ ทุกเรื่องที่ผ่านมา ถ้าคนผิดใครคนใดคนหนึ่งระหว่างเราสองคน คนๆนั้นก็เป็นพี่เอง ทั้งๆที่จียงกำลังอ้อนวอน แต่พี่กลับเป็นคนผลักจียงลงไปในความมืด ทั้งๆที่จียงคือคนที่โดนใครเขาทำร้าย แต่พี่กลับไม่เคยสนใจ ไม่เคยจะยอมเข้าใจความรู้สึกของจียง พี่ต่างหาก......ซึงฮยอนต่างหากที่ไม่น่าให้อภัยเลย.......”

ซึงฮยอนกำลังร้องไห้ ไม่ผิดจากนั้นแน่ๆ

แต่ที่ยิ่งกว่านั้น ตอนนี้....ซึงฮยอนกำลังร้องไห้อยู่แทบเท้าของจียงมือหยาบๆกุมข้อเท้าของจียงไว้ทั้งสองข้าง ใบหน้าที่ดูหล่อคมคายเป็นที่ต้องตาต้องใจของใครต่อใครนั้น ซบลงบนเท้าขาวๆที่วางชิดติดกัน ราวจะขอให้ลุแก่โทษ สัมผัสเปียกๆชื้นที่จียงรู้สึก ทำให้จียงต้องหดเท้าตัวเองกลับมาอย่างเร็ว แต่ก็ไม่สามารถหลุดออกจากการเกาะกุมของคนตัวโตได้

“พี่ปล่อยเถอะ แล้วก็เงยหน้าขึ้นด้วย จียงไม่ได้มีค่าถึงขนาดนั้น....” ร่างบางเอ่ยเสียงสั่น มันเจ็บมากขึ้น....มากขึ้นทุกที

“ไม่!! ยังไงก็ไม่ปล่อย!! พี่จะไม่ปล่อยจนกว่าจียงจะให้อภัยตัวเอง!! พี่ต่างหากที่ผิด!!!! โทษพี่บ้างสิจียง!!!” หยาดน้ำตาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากหลังเท้าขาวๆที่เปียกปอน เอ่อล้นลงมาถึงพื้นกระเบื้องสีฟ้า

“ก็ได้...เงยหน้าขึ้นมาก่อนนะฮะพี่” จียงเอ่ยอย่างจำยอม เขาอยากจะประคองใบหน้าของซึงฮยอนขึ้นมาเองด้วยซ้ำ แต่...ไม่อยากจับ ไม่อยากให้ซึงฮยอนต้องพลอยน่ารังเกียจไปด้วย

ใบหน้าของซึงฮยอนยามที่เงยหน้าขึ้นมานั้น ทำเอาจียงแทบร้องไห้ตามไปอีกระลอก ใบหน้าหล่อๆในตอนนี้ดูไม่ได้เลยจริงๆ คราบน้ำมากมายที่เปื้อนอยู่ตรงแก้มทั้งสองข้าง จียงอยากจะเอื้อมมือไปเช็ดให้มันนัก

“พี่ซึงฮยอนไม่ผิดหรอกนะ...เป็นใครก็รับไม่ได้อยู่แล้ว ต่อให้พี่ซึงฮยอน ด่าจียงตบจียงยังไงก็ไม่เป็นไร แต่อย่าร้องไห้นะ อย่าร้องไห้”

มือบางเอื้อมจะไปเช็ดน้ำตาให้กับคนตัวสูงอย่างเผลอไผล แต่แล้วก็รีบชักกลับมาเมื่อเรียกสติของตัวกลับมาได้

“ทำไมไม่จับล่ะจียง จียงให้อภัยตัวเองแล้วไง จียงไม่สกปรก ไม่สกปรกเลยซักนิด จับเถอะนะ บอกพี่ว่าจียงยังรักพี่อยู่.....นะ” เพราะคำว่ารักเพียงคำเดียวที่ทำให้จียงอ่อนแอได้ถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะเมื่อต้องมาอยู่ต่อหน้าคนที่เขารักหมดใจอย่างซึงฮยอนแล้วด้วย

จียงสัมผัสมันได้ใช่มั้ย......จียงจะแตะตัวพี่ได้ใช่มั้ย.......เรายังรักกันได้ใช่มั้ย

มือเล็กๆสั่นไปหมด ในตอนที่เอื้อมมาสัมผัสกับแก้มที่เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาพวกนั้น ร่างบางปาดมันออกช้าๆทั้งที่มือยังคงสั่นเทา หยาดน้ำตาพวกนี้....อุ่นเหลือเกิน

“พี่ซึงฮยอน.......”

ร่างบางร้องคล้ายจะเป็นเสียงครางในลำคอซะมากกว่า ท่อนแขนเล็กๆเอื้อมไปกอดซึงฮยอนจนได้ ทั้งๆที่เขาพยายามฝืนแล้ว สาบานได้เลย จียงพยายามแล้ว พยายามแล้วที่จะไม่กอดซึงฮยอน แต่คำว่ารักที่เอ่อออกมา ทำให้เขาอึดอัดไปหมด จนต้องปลดปล่อยมันออกมา รักที่เขาตามหามาตลอด ซึงฮยอนที่อยู่ตรงหน้า

“จียงรักพี่.....รักพี่ซึงฮยอน....ไม่เคยเปลี่ยนเลย...คิดถึงแต่เรื่องของพี่....ฮึก...ในความทรงจำของจียง....ฮึก....มันมีแต่พี่.....มีแต่พี่ซึงฮยอนเต็มไปหมด....ฮึก”

ยิ้มน้อยๆคลี่ออกบนใบหน้าหล่อ ถึงจะดูขัดกับคราบน้ำตาพวกนั้นอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้ดูเลวร้าย แขนแกร่งเอื้อมไปรัดร่างบางๆที่กำลังสั่นสะอื้นให้แน่นขึ้นอีก กลิ่นหอมๆของแชมพูจากผมสีอ่อนลอยออกมาแตะจมูกของซึงฮยอน อย่างแผ่วเบา

“ทีนี้ จียงฟังพี่บ้างนะ” มือหนาเอื้อมไปสัมผัสกลุ่มผมสีส้มนั้นอย่างอ่อนโยน แผ่วเบานัก แต่อุ่นซ่านลงไปในหัวใจดวงน้อย ราวหยดน้ำที่รินรดให้กับต้นไม้ใกล้ตายต้นนี้

“ถึงจียงจะคบเพื่อนแย่ๆ ถึงจียงจะโดดเรียน แต่จียงก็ยังเป็นจียง ถึงจียงจะกินเหล้าเข้าผับ หรือมีอะไรกับผู้หญิงคนไหน จียงก็คือจียง ถึงจียงจะไปอยู่กับผู้ชายคนไหน จะมีอะไรกับเขากี่ครั้ง แต่จียงก็เป็นจียง จียงที่ไม่ได้รักคนพวกนั้น จียงที่ยังรักแต่พี่ ถึงจียงจะไม่กลับบ้าน ถึงจียงจะขายตัวไปแล้วจริงๆ ถึงจียงจะยังเรียนไม่จบ แต่จียงก็คือจียง จียงเป็นอะไรรู้มั้ย”

ซึงฮยอนเอ่ยถามทั้งที่ยังไม่ยอมปล่อยจียงออกจากอ้อมกอด ดวงตาเรียวที่ยังมีหยาดน้ำตาเอ่ออยู่นั้น เหลือบขึ้นมองอย่างน่าเอ็นดู ร่างสูงจ้องหน้าร่างบางราวกับกำลังรอคำตอบ จียงจึงจำต้องส่ายหน้าตอบทั้งน้ำตาอย่างช่วยไม่ได้

“จียงก็คือจียง.......คนที่พี่รัก” ร่างทั้งร่าง ถูกรั้งลงมาอิงอยู่บนแผ่นอกกว้าง จียงแนบหูตรงอกข้างซ้ายของซึงฮยอนเบาๆ จังหวะของหัวใจที่ถี่รัว ไม่ได้เปลี่ยนไปจากสิบปีก่อนเลย

รัก...รัก...รัก...รัก...รัก

“รักเหลือเกิน...ได้ยินรึเปล่าคนดี.....” ซึงฮยอนถาม พลางสูดกลิ่นจากกลุ่มผมสีจัดนั้น จียงไม่สามารถตอบคำไหนออกมาได้อีกแล้ว ร่างบางซุกเข้าหาอกอุ่นๆอย่างโหยหา ทดแทนความอบอุ่นที่พระเจ้าพรากมันไปจากเขา

“ลืมมันให้หมดนะจียง.....เรื่องร้ายๆพวกนั้น.....จำไว้แค่ว่า เรารักกันมากแค่ไหนก็พอ พี่จะทำให้จียงลืมเรื่องพวกนั้นเอง” ซึงฮยอนเริ่มรุกรานร่างเล็กๆนั้น ด้วยการซุกไซ้ลงไปที่ซอกคอขาวๆ อย่างแผ่วเบา ทุกสัมผัสช่างแสนอ่อนโยน เรียกเสียงครางเบาๆจจากลำคอของร่างบางได้เป็นอย่างดี

ร่างสูงช้อนตัวจียงขึ้นมาจากพื้นห้องที่เย็นเฉียบ ร่างบางได้แต่ซบลงตรงอกแกร่งนั้น ฟังเสียงหัวใจของซึงฮยอนที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอไปพร้อมๆกับหัวใจของเขา

เซ็กซ์กับความรักเป็นคนละเรื่องกัน บางครั้งมันคือความใคร่ บางครั้งมันคือฟันเฟืองชิ้นเล็กๆที่ทำให้มนุษย์ยังดำรงเผ่านพันธุ์ต่อไปได้ บางครั้งมันคือสุนทรียะ

แต่เวลานี้มันคือส่วนหนึ่งของความรัก เขาเคยได้ลิ้มลองหยดน้ำผึ้งที่หวานหอมที่สุดมาแล้ว ความปรารถนาในตอนนี้คือความเชื่อใจในกันและกันมากกว่าสิ่งไหน เซ็กส์เป็นเหมือนคำพูดที่เขาอยากบอกเสมอมา

ร่างบางถูกวางลงบนเตียงนุ่ม ก่อนที่ชายหนุ่มจะตามขึ้นทาบทับ ดวงตาของคนทั้งคู่สบกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะตรงเข้าทาบกับปากอิ่มๆของคนที่อยู่ใต้ร่าง รสชาติหวานหอมๆคล้ายกับน้ำตาลเมเปิ้ลที่สัมผัสได้จากริมฝีปากสีเชอร์รี่นั้น ทำให้ซึงฮยอนรู้สึกกระหาย จนต้องย้ำจูบนั้นอยู่เนิ่นนาน ละเลียดริมฝีปากอิ่มนั้นอย่างไม่รู้จักพอ

แขนเล็กๆของจียงถูกเลื่อนขึ้นมาโอบรอบคอซึงฮยอนให้บดเบียดริมฝีปากลงมาแนบชิดยิ่งกว่าเดิม ลิ้นสากๆของซึงฮยอนค่อยๆล่วงล้ำเข้าไปหาสิ่งที่หวานกว่าริมฝีปากอย่างเชื่องช้า เร่งเร้าอารมณ์วาบหวามได้อย่างอ่อนโยน ลิ้นร้อนเกี่ยวกระหวัดกันในโพรงปากของร่างบางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำเอาจียงต้องกอดร่างสูงให้แน่นเข้าไปอีกด้วยแรงอารมณ์ ร่างบางพยุงตัวขึ้นมารับจูบอย่างโหยหา โดยไม่กลัวว่าจะขาดอากาศหายใจตายไปซะก่อน จนซึงฮยอนต้องเป็นฝ่ายยอมถอนจูบออกมาอย่างเสียดาย

“ตื่นเต้นมั้ย.....” ซึงฮยอนกระซิบถามเสียงแผ่วตรงข้างหู ก่อนจะไล้ใบหูขาวๆด้วยปลายลิ้น จียงหอบน้อยๆ หายใจเอาออกซิเจนเข้าไปในร่างกายทดแทนเมื่อครู่ พลางยิ้มหวาน

“อื้อ.....อย่างกับครั้งแรก....” ร่างเล็กกล่าว ใบหน้าน่ารักๆกลายเป็นสีของซากุระแรกแย้มได้อย่างไม่ยาก

“อีก....ได้รึเปล่า....” ซึงฮยอนเอ่ยเสียงพร่า ร่างบางรับคำในลำคอเบาๆ ก่อนที่ปากอิ่มจะโดนรุกรานอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้กลับเร่าร้อนกว่าเมื่อครู่เสียจนจียงรั้งร่างทั้งร่างของร่างสูงให้ลงมาแนบชิดด้วยเรียวขาทั้งสองข้าง ทำเอาส่วนที่กำลังแข็งขืนของทั้งคู่สัมผัสกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ เรียกเสียงครางพึงพอใจออกมาจากลำคอของร่างบางได้เป็นอย่างดี ซึงฮยอนคลายริมฝีปากออก ก่อนจะมองคนที่กำลังเขินได้อย่างน่ารัก

“รีบจัง...” ซึงฮยอนเอ่ยล้อทำเอาจียงยิ่งเขินเข้าไปอีก

“....พี่...ซึงฮยอน...ก็เหมือนกันแหละ...” จียงกล่าวพลางทำหน้ายู่ เขาสัมผัสได้ว่าส่วนนั้นของซึงฮยอนกำลังแข็งตึงบดเบียดส่วนนั้นของเขา ผ่านกางเกงที่ทั้งคู่สวมใส่อยู่ “อ๊ะ!!...” จียงร้องอย่างตกใจเมื่อร่างบางถูกพลิกขึ้นมาอยู่ด้านบนด้วยฝีมือของคนร่างสูง

“แล้วพี่ก็....ชักจะไม่ไหวแล้วด้วยสิ”


............................................................
………..

อากาศเย็นสบายรอบๆ ทำเอาซึงฮยอนไม่อยากลุกจากที่นอนเลย ยิ่งมีคนตัวนิ่มๆอุ่นๆให้นอนกอดแบบนี้แล้วด้วย ซึงฮยอนคลายอ้อมกอดอย่างระมัดระวังกลัวจะทำให้คนตัวเล็กตื่น ร่างสูงลุกขึ้นนั่งก่อนจะสะบัดหัวไล่ความง่วงงุนออกไป ในเมื่อเขาเพิ่งได้นอนไปไม่กี่ชั่วโมง แถมก่อนนอนก็เล่นเอาซะเหนื่อย ทว่าเวลานี้ เขามีเรื่องราวที่จะต้องสะสาง

ซึงฮยอนหันไปมองคนตัวเล็กที่แทบจะจมหายไปในผ้าห่มอย่างเอ็นดู ก่อนจะใช่ฝ่ามือลูบบนหน้าผากมนเบาๆ พลางนึกถึงสิ่งที่เขาเพิ่งได้รับรู้มาเมื่อคืน ดูเหมือนอุณหภูมิในร่างกายของจียงจะลดลงแล้ว แต่ร่องรอยจากความเหนื่อยอ่อนจากกิจกรรมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานั้นยังปรากฏอยู่ให้เห็น ร่างบางๆขยับตัวน้อยๆก่อนจะซุกเข้าไปในผ้าห่มเพื่อหาไออุ่นอีก ซึงฮยอนละมือออกในทันทีด้วยเพราะกลัวว่าร่างบางจะตื่นขึ้นมาซะก่อน

ครืด....ครืด......

เครื่องมือสื่อสารแบบพกพาของซึงฮยอนสั่นแรงๆเป็นการบ่งบอกว่ามีข้อความเข้า

.....อยู่หน้าบ้านแล้วล่ะ ลงมารับหน่อยสิ ^ ^....

ซึงฮยอนอ่านข้อความนั้นอย่างนึกรังเกียจ จนพลอยขยะแขยงตัวเองไปด้วย สิบปีที่เขากลายเป็นคนโง่ ไม่รู้อะไรซักอย่าง ยังไงวันนี้เขาก็ต้องรู้ให้ได้ ว่าบมเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ยังไง ทนอีกนิดนะจียงแล้วต่อจากนี้ ซึงฮยอนจะไม่ยอมให้จียงต้องร้องไห้คนเดียวอีกแล้ว


.28 2013 ใจแตก comment8 trackback0

[FIC] ใจแตก VI

poster 00








"I was just a kid, but I was a rotten kid."
Gary Burghoff





Six :: Confession

สามชั่วโมงแล้วที่ซึงฮยอนยังคงนั่งอยู่ที่นี่ โดยไม่สามารถให้เหตุผลกับตัวเองได้ว่า เป็นเพราะอะไร ..... ในเมื่อคนที่กำลังนอนซมเพราะไข้ขึ้นสูงอยู่ตอนนี้ คือคนที่เขาลั่นวาจาไว้ว่าเกลียดที่สุด

บอกว่าเกลียดทั้งที่รัก......

...........รักมากกว่าใคร

กรุ๊งกริ๊ง......กรุ๊งกริ๊ง....

“พี่ซึงฮยอน....พี่ซึงฮยอน......ช่วยด้วย....พี่ซึงฮยอน....” และก็เช่นเดียวกันสามชั่วโมงมาแล้วที่คนตัวเล็กเพ้อออกมาเป็นคำๆนี้ไม่หยุดหย่อน

“พี่อยู่นี่...ไม่เป็นไรแล้วนะจียง.....” ถ้อยคำอันแสนอบอุ่นที่ถูกถ่ายทอดออกมาแสนเบา แต่ก็ทำให้คนที่กำลังทรมานเพราะพิษไข้สงบลงได้อย่างง่ายดาย

.......ร้องให้ช่วยอย่างนั้นเหรอ.......

มือบางที่ถูกกุมอยู่ถูกดึงมาแนบแก้มเบาๆ ความอบอุ่นถูกถ่ายทอดไปยังมือบางที่เย็นเฉียบซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่ซึงฮยอนไม่รู้เลยว่าเวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืนแล้ว

กรุ๊งกริ๊ง......กรุ๊งกริ๊ง....

เสียงลูกกระพรวนน้อยๆเรียกให้ซึงฮยอนหันไปสนใจล็อกเก็ตอันกระจุ๋มกระจิ๋มที่ทาบอยู่บนแผ่นอกของร่างที่นอนหลับใหลไม่ได้สติอยู่ มือหนาไล้ลงบนตัวอักษรที่นูนขึ้นมาจากล็อกเก็ตทองคำขาวที่เย็นเยียบเบาๆ มันเป็นตัวอักษรจีนเขียนเป็นคำว่า ‘รัก’

กรุ๊งกริ๊ง......กรุ๊งกริ๊ง....

ซึงฮยอนปลดสร้อยเส้นนั้นออกมาอย่างถือวิสาสะพิศอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเลื่อนมือไปกดด้านข้างของล็อกเก็ต เบาๆ ลูกกระพรวนเล็กๆส่งเสียงดัง

กรุ๊งกริ๊ง......กรุ๊งกริ๊ง....

ก่อนที่สิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ภายในจะปรากฏต่อหน้า มันคือนาฬิกาพกอันจ้อย ที่ดูเหมือนจะหยุดเดินมาเป็นเวลานาน มีตัวหนังสือสลักคำว่า Angle’s อยู่ตรงกลางหน้าปัด

กรุ๊งกริ๊ง......กรุ๊งกริ๊ง....

อีกด้านหนึ่งเป็นรูปถ่ายเล็กๆที่ตัดแปะไว้อย่างไม่ปราณีตนัก รูปเด็กผู้ชายเล็กๆคู่หนึ่ง คนหนึ่งมอมเหมือนลูกหมาด้วยโคลนดินที่เปื้อนไปทั้งเสื้อผ้าหน้าผม กับอีกคนที่เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน น่ารักน่าเอ็นดูในชุดสีขาวนั่งอยู่บนตักของเด็กผู้ชายคนแรกโดยไม่กลัวว่าเสื้อผ้าจะเปื้อน ภาพรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขของคนทั้งคู่ สะท้อนอยู่ในดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ก่อนจะเริ่มพร่ามัวเมื่อหยาดน้ำใสก่อตัวขึ้นมาในหน่วยตานั้น

กรุ๊งกริ๊ง......กรุ๊งกริ๊ง....

.....จียงเดี๋ยวเสื้อก็เลอะหมดหรอก....

......ฮื่อ....ไม่เป็นไรน่า จียงชอบ...ตักพี่ซึงฮยอน มันอุ่นดี...

....แม่จะถ่ายรูปแล้วนะ...เอ้ายิ้มเร็ว หนึ่ง....สอง....สาม.....




Rrrr Rrrrrrr Rrrrrrrr..........


“ยังไม่นอนอีกเหรอครับ บม...” ซึงฮยอนรับสายทันทีด้วยเสียงอ่อนโยนตามปกติ สายตาก็จับจ้องไปยังคนที่กำลังหลับใหลมือหนายังคงกุมผ่ามืออันเย็นเฉียบไม่ปล่อย

“อื้อ....แล้วซึงฮยอนนอนรึยังเที่ยงคืนแล้วน้า.....” ปลายสายกล่าวเสียงหวานอย่างเป็นห่วงเป็นใย

ร่างสูงเงยหน้าขึ้นไปมองนาฬิกาก่อนจะแสร้งตอบไป “อื้อ...กำลังเคลิ้มๆจะหลับเลย แล้วบมโทรมาตอนนี้มีธุระอะไรด่วนรึเปล่า” ร่างสูงเฉไปอีกทาง

“อะ...อื้อ....นิดหน่อย รู้สึกว่าฉันจะหยิบกระเป๋ามาผิดอะ ของฉันอยู่กะซึงฮยอน” เสียงหวานเอ่ย

“อ๊ะ...เดี๋ยวแป๊บนึงนะ” ร่างสูงจำต้องปล่อยมือของจียงอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะมุ่งไปยังกองกระเป๋าเดินทางที่ยังไม่ได้ถูกรื้อมาจัดให้เข้าที่เข้าทาง ร่างสูงค้นๆรื้อๆอยู่พักนึงก่อนจะพบเจ้าตัวการที่ทำให้บมต้องโทรมาหาเขาในเวลาดึกดื่นเช่นนี้

“งั้นเก็บไว้ให้ด้วยนะ แล้วพรุ่งนี้เช้าจะเอาไปเปลี่ยนคืน” บมกล่าวน้ำเสียงติดจะกังวลอยู่หน่อยๆ

“มีอะไรรึเปล่า?” ซึงฮยอนเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง

“อ๊ะ...ไม่มีอะไรหรอก ซึงฮยอนไปนอนต่อเถอะนะ เค้าเองก็จะนอนแล้วเหมือนกัน กู๊ดไนท์จ๊วบๆ” บมปรับเสียงให้ดูสดใสขึ้นมาทันที

“ครับ ฝันดีนะครับ” ร่างสูงกล่าวก่อนจะกดวางสายไป ก่อนจะหันมาสนใจกับกระเป๋าในมือ คงเป็นพวกของจุกจิกกระมัง ซึงฮยอนรูดซิปเปิดกระเป๋าอย่างนึกสนุก

อัลบั้มรูปนับสิบกับแผ่นซีดีจำนวนหนึ่งอยู่ในนั้น ชายหนุ่มยิ้มจนเต็มแก้ม หลายๆอัลบั้มมีรูปของเขากับสาวน้อย ผู้เป็นเจ้าของเยอะแยะมากมาย ภาพฉากหลังก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่นึกเลยว่าตอนอยู่อเมริกาเขาจะท่องเที่ยวไปกับคนข้างกายหลายรัฐหลายสถานที่เสียจนจำไม่หวาดไม่ไหว

การเก๊กหน้ากล้องแบบตลกโปกฮาชนิดไม่ห่วงสวยของบม เหมือนจะทำให้ซึงฮยอนหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ คลอไปกับเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากความทรงจำ สนุกสนานแต่น่าแปลกที่มันไม่สุขเท่าที่ควรจะเป็น

อัลบั้มแล้วอัลบั้มเล่าเรียกรอยยิ้มจางๆจากใบหน้าหล่อๆนั้นได้เป็นอย่างดี แต่รอยยิ้มนั้นก็กลับต้องเจื่อนลงทันทีเมื่อภาพ ภาพหนึ่งปรากฏขึ้น ใบหน้าที่ซึงฮยอนแสนจะคุ้นเคย รูปของจียงเมื่อ10ปีที่แล้ว รูปที่ติดอยู่ในความทรงจำของซึงฮยอนแบบแงะไม่ออก


แล้วมันไปอยู่กับบมได้ยังไง!!!!!!!!!

..............................................................
.......................................
................

“อ้าว.....บมเห็นจียงรึเปล่า” หนุ่มน้อยวัยสิบสามเอ่ยถามเพื่อนสนิทถึงน้องชายของตน

“อื้อ....เห็นสิ เห็นเดินไปกับรุ่นพี่ผู้ชายม.ปลายหล่อๆคนนึงอะ” บมว่าพลางทำหน้าใสซื่อ ซึงฮยอนขมวดคิ้วอย่างเป็นกังวล ก่อนจะเอ่ยลาบม

คนที่ทำหน้าใสซื่ออยู่เมื่อครู่หัวเราะอย่างร้ายกาจหลังจากซึงฮยอนเดินจากไปไกลแล้ว

“ขอโทษทีนะซึงฮยอน....แต่ซึงฮยอนต้องเป็นของฉัน เท่านั้น!!!”

ซึงฮยอนตามหาจียงซะทั่วหมู่บ้าน ทั้งสนามเด็กเล่น ในบ้าน ที่สวนดอกไม้ ทุกที่ที่คิดว่าจียงจะไป แต่...ไม่ว่าที่ไหน ที่ไหนซึงฮยอนก็หาไม่เจอ คนที่จะคอยยิ้มให้เขาแล้วพูดว่า “อ้าว...พี่ซึงฮยอนมาได้ไง” ที่ไหนก็ไม่มี

ท้องฟ้ามืดลงเรื่อยๆ เมฆตั้งเค้าคล้ายว่าฝนจะตก แต่ซึงฮยอนก็ไม่หยุดหา รองเท้ากัดจนเท้าของซึงฮยอนบวมไปหมดแล้ว แต่ซึงฮยอนก็ไม่ละความพยายาม รองเท้าถูกถอดทิ้งอยู่ข้างทาง เขายังวิ่งต่อไปเรื่อยๆ แม้ไม่รู้จุดหมาย แม้ว่าฝนจะเทลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง ล้างเอารอยเลือดจากฝ่าเท้าที่โดนกรวดหินทิ่มแทงจนกลายเป็นแผลเหวอะหวะ แต่เขาก็ยังคงวิ่ง...วิ่ง....น้ำตาเป็นสายไหลรวมไปกับน้ำฝนที่ตกลงมาจนแทบแยกไม่ออกว่าหยดไหนเป็นน้ำตา หยดไหนเป็นน้ำฝน

...................ได้โปรดให้ผมได้เจอเขา....ได้โปรด.....

“จียง!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”


สองวันหลังจากที่จียงหายไป คุณพ่อไม่ได้คิดจะสนใจเรื่องที่จียงหายตัวไปแม้แต่น้อย ไม่มีใครแจ้งความ และไม่มีใครออกค้นหา จดหมายฉบับหนึ่งส่งมายังซึงฮยอน ภายในมีรูปแบบแอบถ่ายของคนสองคนกำลังนอนตระกองกอดกันบนที่นอน โดยที่ร่างกายเปลือยเปล่า!!!! เป็นรูปถ่ายสิบใบที่ซึงฮยอนเห็นแล้วแทบจะกัดลิ้นตายตรงนั้น เพราะผู้ชายคนนั้นกำลังนอนกอดอยู่กับจียง จียงคนที่เคยบอกว่า รักซึงฮยอน..........

รุ่งขึ้น วันนั้นซึงฮยอนจะต้องเดินทางไปอเมริกา ทั้งๆที่วันนี้เป็นวันครบรอบวันตายของแม่เขา เขานั่งรอจียงตั้งแต่เช้าด้วยความหวังอันน้อยนิด ว่าคนในรูปถ่ายพวกนั้นไม่ใช่จียง

“คุณซึงฮยอนขา เลิกเดินวนแบบนี้เถอะค่ะ ป้าเวียนหัวจะแย่” ป้ามินอากล่าวอย่างเหนื่อยใจ

“จียงยังไม่กลับมา” ซึงฮยอนพูดแค่นั้น และก็ยังคงไม่เลิกเดิน

“ป้าก็ห่วงค่ะ คุณผู้ชายก็ใจดำนัก ไม่ยอมไปแจ้งความ เด็กในบ้านก็ไม่มีใครกล้าแจ้งความซักคน ป้าเองก็โดนดุ ป้าละไม่เข้าใจเลยซักนิด”

ซึงฮยอนเลือกจะเงียบ ไม่มีสิ่งใดออกจากปากของร่างสูงอีก ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า ไม่มีแม้แต่เงาของจียง

จนในที่สุดเมื่องถึงเวลาที่ซึงฮยอนจะต้องออกจากบ้าน จียงก็กลับมา พร้อมกับรอยยิ้ม ซึงฮยอนแทบจะโผเข้าไปกอด แต่มีบางสิ่งรั้งร่างสูงเอาไว้ รอยคิสมาร์คมากกว่าสามรอยตรงไหปลาร้าและต้นคอขาวๆ ซึงฮยอนพยายามหลอกตัวเองว่าคนในภาพถ่ายที่ถูกส่งมาให้เขานั้นไม่ใช่จียงแต่ก็ต้องมาเจอหลักฐานตำตาเข้ากับตัวเองแบบนี้ ร่างสูงกัดฟันอย่างอดกลั้นก่อนจะวาดฝ่ามือลงบนใบหน้าขาวจัดนั้นอย่างแรง

“ร่าน” คำเอ่ยลาสุดท้ายพลิกเอาใบหน้าที่อ่อนแอของจียงออกมาในทันใด ป้ามินอาที่กำลังอึ้งรีบคว้าตัวคุณหนูเล็กของเธอมากอด ก่อนที่ร่างของจียงจะทรุดลงไปกองกับพื้นเสียก่อน

“คุณซึงฮยอนทำอะไรคะ!!” ป้ามินอากล้าวอย่างตกใจ ไม่นึกว่าซึงฮยอนจะทำอะไรจียงขนาดนี้

“ป้าไม่รู้อะไรอย่ามาพูด” ซึงฮยอนตะคอก เขาทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ ผิดหวัง ทุกอย่างมันรวนไปหมด เขาทนไม่ได้ที่จะเห็นหน้าจียงตอนนี้ เขาต้องออกไปจากที่นี่ตอนนี้ ก่อนที่เขาจะเผลอทำอะไรที่ร้ายกาจกับจียงไปมากกว่านี้

“พี่ซึงฮยอน!! ฮึก.... อย่าเพิ่งไป ฟังจียงก่อน!! จียงขอโทษ...ฮือ...ขอโทษ...พี่ซึงฮยอน” จียงรั้งชายเสื้อของร่างสูงเอาไว้แต่กลับถูกสะบัดออกอย่างแรง พร้อมกับคำกล่าวที่แสนจะทำร้ายจิตใจ

“ไม่มีคำแก้ตัวหรอก สำหรับคนเลว”

.............................
............................................
.....................................................................

ซีดีหนึ่งในหลายๆแผ่นถูกใส่เข้าไปในเครื่องเล่น เขามีลางสังหรณ์แปลกๆว่าซีดีพวกนี้ต้องเกี่ยวอะไรกับอัลบั้มภาพสองเล่มสุดท้ายไม่มากก็น้อย ในเวลานั้นความอยากรู้กำลังบดบังสำนึกดีของซึงฮยอนไปหมด รูปถ่ายในอัลบั้มเหล่านั้นมีมากกว่าที่เขาเคยเห็น นอกจากภาพจียงกับชายคนนั้นนอนกอดกันแล้ว ยังมีภาพของร่องรอยการถูกทารุณกรรมทางเพศซึ่งปรากฏอยู่ทั่วเนื้อเนียนที่เขาไม่เคยเห็นอีกนับสิบรูป และดูเหมือนมันจะมีอะไรมากกว่านั้น.......อะไรที่เขาพลาดไปเมื่อสิบปีที่แล้ว

ภาพที่ปรากฏขึ้นบนจอทีวีดึงให้ซึงฮยอนหลุดจากโลกของความเป็นจริง สู่ห้องแคบๆโล่งๆมีเพียงเตียงกว้างตั้งอยู่ตรงกลางเพียงอย่างเดียว

แกร๊ก!!

“เอาไปวางไว้ตรงนั้น” เสียงเปิดประตูตามด้วยเสียงห้าวๆของชายผู้หนึ่งดังออกมาจากลำโพง ร่างบางๆที่ไร้สติของใครบางคนดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก ชายคนหนึ่งอุ้มร่างบางๆนั้นมาวางลงบนเตียง ก่อนที่จะถอยออก เผยให้ซึงฮยอนเห็นร่างบางๆนั้นได้อย่างชัดเจน

..........จียง!!!!!!

ซึงฮยอนที่นั่งอยู่หน้าจอถึงกับอ้าปากค้าง ทำไมคนในจอถึงกลายเป็นจียงไปได้ แถมจียงในภาพยังดูเด็กกว่าตอนนี้มาก เหมือนกับเมื่อสิบปีที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยน ซึงฮยอนสงบสติอารมณ์ก่อนจะจ้องจอโทรทัศน์ต่ออย่างตั้งใจ

ร่างบางในจอทีวีบิดกายน้อยๆก่อนจะลืมตาขึ้นช้าๆ “รู้สึกตัวแล้วเหรอ” เสียงห้าวๆเสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ร่างสูงของใครคนหนึ่งจะปรากฎขึ้นในจอ ชายผู้คนนั้นนั่งลงบนเตียงข้างๆจียงก่อนจะใช้ฝ่ามือหนาลูบไล้บนแก้มขาวๆที่ซึงฮยอนเคยเฝ้าทะนุถนอมอย่างจาบจ้วง

ดวงตาเรียวรีที่ดูเหมือนยังไม่ค่อยได้สติดีนักกลับดูราวกำลังหวาดกลัว ริมฝีปากบางพึมพำอะไรบางอย่าง แต่เสียงนั้นเบาเกินกว่าจะอัดติดมาได้ แขนเล็กทั้งสองข้างที่ไร้เรี่ยวแรงถูกชายคนนั้นรวบไว้ด้วยมือข้างเดียว ก่อนจะปลดเนคไทของตัวเองมารัดไว้อย่างแน่นหนา

“ไม่ต้องกลัวหรอก เรามาสนุกกันดีกว่า ว่ามั้ย.....” ชายคนนั้นกล่าวก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างร้ายกาจ ร่างใหญ่ขึ้นทาบโดยที่คนตัวเล็กอย่างจียงไม่อาจขัดขืนได้ ร่างสูงซุกหน้าลงไปที่ซอกคอขาว ก่อนจะออกแรงขบเม้มอย่างหื่นกาม

“ปล่อย....... อย่าทำอะไรเราเลยนะ.....ฮึก.....ปล่อยสิ...ทำแบบนี้กับเราทำไม ใครก็ได้ช่วยที...” เสียงอ้อนวอนอย่างอ่อนแรงของร่างบาง ทำเอาซึงฮยอนต้องกำมือตัวเองไว้แน่นราวกับกำลังอดกลั้น จียงกำลังตกอยู่ในอันตราย แต่ซึงฮยอนไม่สามารถช่วยอะไรได้

ชายผู้นั้นปลุกเร้าจียงช้าๆ ดูดเม้มเนื้อขาวๆจนกลายเป็นสีชมพูจางๆ จียงพยายามขยับหนีซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไม่ได้ผล ทั้งดิ้นทั้งผลักทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ แต่ชายผู้นั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดกลับหัวเราะเย้ยการกระทำที่สูญเปล่าเหล่านั้น เสื้อนักเรียนถูกฉีกออกมาเป็นทางยาว เผยให้เห็นเนื้อเนียนกระจ่างตาตรงหน้า ร่างบางสั่นระริกไปทั้งกายอย่างหวาดกลัว

ราวกับเห็นขุมทองอยู่ตรงหน้า ชายผู้นั้นกระโจนเข้าใส่จียงก็จะดูดเม้นเนื้อขาวให้เป็นรอย บ้างก็ขบกัดแรงๆเพื่อให้จียงต้องส่งเสียงร้องอย่างทรมานออกมา แต่จียงกลับใช้ฟันคมๆกัดปากบางๆของตัวเองไว้แน่น ทั้งกลัวทั้งตกใจจนร้องไม่ออก มือบางพยายามบิดไปมาเพื่อให้ไทน์เส้นนั้นคลายตัวออก แต่ก็เปล่าประโยชน์ มันรัดแน่นเกินไป

ชายคนนั้นดึงจียงเข้ามาจูบอย่างหยาบโลน พลางส่งบางสิ่งเข้าปากร่างบางไปด้วย แต่จียงขัดขืน ไม่ยอมที่จะกลืนลงไป แต่ที่สุดแล้ว มันไหลลงลำคอไปจนได้ ชายผู้นั้นผลักร่างบางให้ลงไปนอนตามเดิมอย่างแรง นายเอาอะไรให้ฉันกิน!!....” ร่างบางตะโกนออกมาทั้งน้ำตา

“นายจะได้ว่าง่ายหน่อยไง....” ชายคนนั้นไม่ได้บอกว่าของที่ป้อนเข้าปากร่างบางด้วยจูบเมื่อกี้นั้นคืออะไร เพียงแต่บอกจุดประสงค์ของมันก็เท่านั้น

ร่างบางกัดฟันอย่างเคียดแค้นที่ทำอะไรไม่ได้ รอยช้ำกับรอยแผลจากการถูกขบกัดเพิ่มขึ้นบนเนื้อเนียนเรื่อยๆราวกับไม่มีที่สิ้นสุด จียงบิดกายน้อยๆ ร่างกายกำลังร้อนรุ่มอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ยาที่ชายคนนั้นบังคับให้เขากลืนลงคอไปกำลังออกฤทธิ์!!!

“เป็นไงล่ะ เริ่มต้องการแล้วล่ะสิ ถึงนายจะปฏิเสธฉัน แต่ร่างกายนายไม่มีทางปฏิเสธยานี่ได้หรอก” ชายคนนั้นแสยะยิ้ม “มันจะทำให้นายอยาก จนต้องร้องขอเลยล่ะ”

กางเกงนักเรียนของร่างบางถูกปลดออกก่อนที่จะถูกถอดออกไปให้พ้นทาง ส่วนนั้นของจียงกำลังต้องการอย่างที่ชายคนนั้นว่า ผู้ชายที่น่าขยะแขยงคนนั้นยิ้มน้อยๆก่อนจะลงมือครอบครองส่วนอ่อนไหวผ่านเนื้อผ้าบางแรงๆ จียงไม่แม้แต่จะส่งเสียงออกมาแม้แต่น้อย ทั้งที่ร่างกายกำลังทรมานอย่างเห็นได้ชัด ร่างบางพยายามขืนตัวจากสัมผัสนั้น ตาเรียวถูกซ่อนไว้ใต้เปลือกตาอย่างอ่อนล้า น้ำตาไหลงมาเป็นสายอย่างห้ามไม่อยู่ เลือดสีเข้มซึมออกมาจากบาดแผลที่เกิดจากรอยขบกัดบนปากบางนิดๆ

จียงที่น่าสมเพช แค่ความรักของตัวเอง ก็ปกป้องไว้ไม่ได้ ร่างกายที่น่าขยะแขยง ไม่เชื่อฟังคำสั่งเอาซะเลย

“ฮ่า....” ร่างบางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ จียงกำลังจะไม่ไหว เขาต้องการจะปลดปล่อยออกมา ตอนนี้!! เดี๋ยวนี้!! แต่ร่างน้อยก็ยังอุตส่าห์ฝืนมันเอาไว้ อาภรณ์ชิ้นสุดท้ายของร่างบางถูกถอดออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สัมผัสโดยตรงจากมือหนายิ่งทำให้จียงทรมาน

“พี่ซึงฮยอน.......ฮึก.....ช่วยด้วย.......ช่วยจียงที.....พี่ซึงฮยอน.....ฮือ.........” ความอ่อนแอรุกไล่อย่างหนักจนจียงร้องเรียกหาคนรัก ทั้งที่รู้อยู่ว่ามันไร้ผล หยาดน้ำหยดแล้วหยดเล่าที่กำลังรินไหล ยิ่งทำให้ร่างบางรู้สึกสมเพชตัวเองมากขึ้นเป็นเท่าตัว...เกลียด ตัวเองที่อ่อนแอ ร่างทั้งร่างของจียงทั้งสั่นทั้งเกร็งจนน่ากลัว ซึงฮยอนแทบจะทนมองภาพในจอนั้นต่อไปไม่ได้ คำถามมากมายผุดขึ้นในหัว จนแทบจะระเบิด พร้อมกับคำกล่าวโทษตัวเอง

นี่เหรอ......คนที่สัญญาว่าจะปกป้อง.....แล้วสิบปีที่ผ่านมา นายทำบ้าอะไรอยู่....ซึงฮยอน!!!!! เขาร้องให้นายช่วยอยู่ได้ยินรึเปล่า!!!!

“ร้องขอให้ตาย มันก็มาช่วยนายไม่ได้หรอกคนสวย สู้ร้องขอให้ฉันทำแรงๆไม่ดีกว่ารึไง” คำพูดวิตถารของชายคนนั้นทำเอาจียงต้องเบนหน้าหนี เขากำลังจะกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ ชายคนนั้นเลื่อนมาครอบครองส่วนอ่อนไหวด้วยปากก่อนจะดูดแรงสองสามครั้ง ในที่สุดจียงก็ไม่สามารถฝืนตัวเองได้อีกแล้ว ร่างบางสะดุ้งสุดตัวก่อนที่น้ำรักจำนวนมากจะถูกปลดปล่อยออกมา

ชายคนนั้นยิ้มออกมาอย่างสะใจก่อนจะปลดกางเกงของตัวออก ก่อนจะนำแก่นกายที่แข็งตึงด้วยแรงอารมณ์ของตนไปถูไถตรงช่องทางรักของร่างบาง ก่อนจะยัดเยียดส่วนนั้นเข้าไปในร่างนั้นโดยไม่สนใจว่าร่างข้างใต้จะร้องออกมาอย่างทรมานหรืออ้อนวอนอะไรแค่ไหน

แล้วจียงจะต้องเจ็บปวดซักแค่ไหน......

“พี่....จียงขอโทษ...” เสียงสุดท้ายดังขึ้นก่อนที่ร่างบางจะหมดสติ พร้อมๆกับที่หยาดน้ำตาเม็ดโตถูกขับออกมาจากดวงตาคู่สวย ชายคนนั้นยังคงกระแทกกายเข้าออกอย่างรุนแรงโดยไม่สนใจว่าร่างบางจะหมดสติไปแล้ว ซึงฮยอนฟังคำนั้นอย่างปวดร้าว หยาดน้ำที่เอ่ออยู่ตรงขอบตามาพักใหญ่แล้ว ล้นไหลลงมาอย่างช่วยไม่ได้

มันไม่ใช่ความผิดของจียงเลยซักนิด แล้วจะขอโทษเขาเพื่ออะไร เรื่องพวกนี้ เขาต้องการฟังคำอธิบายจากใครซักคน ใครกันที่ทำให้จียงต้องเป็นแบบนี้...ถ้าเพียงแค่เขา..หาจียงเจอวันนั้น เรื่องคงจะไม่บานปลายมาถึงตอนนี้ จียงคงไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องทุกข์ทรมานเป็นสิบปี เป็นเพราะเขา.....เพราะเขา

นายเป็นคนรักได้แย่ที่สุดในโลกเลย...ซึงฮยอน

ภาพการกระทำอันหยาบคายนั้นยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เสียงครางขณะที่กำลังสนุกอยู่กับร่างกายอันบอบบางของผู้ชายคนนั้นยังคงดังออกมาอยู่เรื่อยๆ ซึงฮยอนก้มหน้าซบลงกับฝ่ามือของตัวเองอย่างเหนื่อยล้า ลมหายใจเฮือกใหญ่ถูกพ่นออกมา ก่อนจะค่อยๆสั่นและกลายเป็นเสียงสะอื้น

คนที่ผิดไม่ใช่จียง.....เขาต่างหาก....

“พี่!!” เสียงหวานดังขึ้นอย่างตกใจ เพียงแต่มันไม่ได้ออกมาจากทีวีเหมือนก่อนหน้านี้ ซึงฮยอนจึงรีบปาดน้ำตาก่อนจะหันไปตามเสียงเรียก จียงกำลังพยายยามฝืนตัวลุกออกจากที่นอน ก่อนจะวิ่งมายังหน้าทีวี

“อย่าดูนะพี่ซึงฮยอน...อย่าดู....ขอร้อง....” ร่างบางใช้ตัวเองบังภาพในทีวี ก่อนจะพูดเสียงเครือ โอบกอดมันไว้แน่น และหลับตาอย่างเจ็บปวด เสียงที่ดังออกมาจากทีวีมีแต่จะตอกย้ำ “อย่าดู....ฮึก...พี่ซึงฮยอน...ฮึก...จียงขอร้อง...ฮือๆ...”

ร่างบางสะอื้นจนตัวโยน เขาไม่อยากให้ซึงฮยอนเห็นภาพพวกนี้ ตัวเขาที่สกปรก ร่างกายที่น่าขยะแขยง ร่างสูงมองภาพนั้นอย่างปวดใจ จียงของเขา.....น่าสงสารเหลือเกิน

ซึงฮยอนเอื้อมไปกอดคนตัวเล็กเอาไว้จากด้านหลัง รัดจนแน่น ราวกับจะแบ่งปันความเจ็บปวดมาบ้าง แต่ซึงฮยอนไม่สามารถแบ่งมันมาได้แม้แต่น้อย เรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับจียงคล้ายกับตะกอนที่จมดิ่งลงไป ในหัวใจที่โดดเดี่ยว เขาทิ้งจียงที่บอบช้ำเอาไว้ที่นี่ ปล่อยให้ตะกอนเหล่านั้นค้างคา และสะสมเอาไว้เรื่อยๆ ติดแน่นจนไม่สามารถเอามันออกมาได้ สิบปีแล้วที่ซึงฮยอนไม่ได้ทำอะไรเลย มีแต่จะยิ่งทิ้งของเสียลงไป จียงตัวเล็กแค่นี้เอง เล็กจนจะจมเข้าไปในอ้อมกอดของซึงฮยอนอยู่แล้ว แล้วคนตัวเล็กๆแบบนี้ต้องแบกความทุกข์ไว้บนบ่าเพียงลำพังนานซักแค่ไหนกัน

“ปล่อยนะพี่!! อย่ามาจับตัวจียง มันสกปรกเข้าใจมั้ย จียงโดนพวกมันข่มขืน เข้าใจมั้ยพี่ซึงฮยอน!!! จียงโดนพวกมันเกือบสิบคนข่มขืนได้ยินมั้ย!! จียงทำคำว่ารักของเราป่นปี้ไม่มีชิ้นดีแล้ว!! เพราะฉะนั้น ปล่อยจียงนะ....” จียงใช้แรงที่มีอยู่น้อยนิดพยายามสะบัดตัวเองให้หลุดออกจากอ้อมกอดนี้ อ้อมกอดที่เขาโหยหากว่าอะไรทั้งหมด แต่เขาทำไม่ได้ ซึงฮยอนกำลังร้องไห้ซบอยู่ตรงหลังของจียง ยิ่งรู้สึกถึงความเปียกชื้นบนหลังมากแค่ไหน จียงก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองสกปรกมากเท่านั้น

การที่เห็นคนรักเจ็บปวด....มันทรมาน

จียงดิ้นจนหมดแรง ทั้งตีทั้งจิกลงไปบนเนื้อของคนที่ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นคนที่ “จียงรักที่สุด” ได้อย่างร้ายกาจ แต่แขนแกร่งก็ไม่มีท่าทีว่าจะคลายออกจากกันกลับยิ่งรัดแน่นเข้าไปอีก จียงทรุดลงบนพื้นอย่างอ่อนแรง ใบหน้าขาวถูกอาบด้วยหยาดน้ำแห่งความทรมาน เกือบสิบปีแล้วที่จียงอยู่ในนรก ถูกลงโทษในสิ่งที่ตนไม่ได้ทำ โดยที่มองแสงสว่างบนพื้นพิภพไม่เห็น

“ปล่อยจียงเถอะนะ ได้โปรด......” เหนื่อยเหลือเกิน กับการต้องมาทรมานด้วยคำพูดของตัวเองแบบนี้ ทั้งพิษไข้ทั้งเรื่องพวกนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้จียงหมดเรี่ยวแรงไปเสียดื้อๆ และนั่นก็รวมไปถึงอ้อมกอดที่แสนอุ่นนี้ด้วย อ้อมกอดที่เขาโหยหามันมากเกินไป

“ไม่!! ยังไงพี่ก็ไม่ปล่อย พี่ไม่ยอมให้จียงต้องรับความรู้สึกแย่ๆแบบนี้คนเดียวแล้ว แบ่งมันมาบ้างสิ อะไรที่จียงเจ็บแบ่งมันมาบ้างสิ พี่อาจจะเอาความเจ็บปวดมาจากจียงไม่ได้ แต่ให้พี่เจ็บปวดไปพร้อมกับจียงไม่ได้รึไง!!” ซึงฮยอนตะโกนทั้งน้ำตา ปล่อยให้อาภรณ์เป็นเครื่องรองรับความทรมานของ “เรา” ทั้งคู่

“อย่าทำแบบนี้...พี่...ด่าจียงว่าเลว ด่าว่าร่าน ทำเหมือนเดิมได้มั้ย เกลียดจียงอย่างที่พี่เคยทำ จียงก็เกลียดตัวเอง....”

“พี่ขอโทษ....พี่ขอโทษ...จียงอย่าพูดแบบนั้น” เสียงของเขาแผ่วเบาราวกระซิบ ในตาแดงก่ำ เอาแต่ขับหยาดน้ำอุ่นออกมาไม่ขาดสาย

“พี่ไม่รู้หรอก สิบปีที่พี่ไม่อยู่นี่....จียงทำอะไรบ้างรู้มั้ย พอขึ้นม.ต้น จียงคบเพื่อนแต่แย่ๆ เพื่อนชวนโดดเรียนก็โดด บางทีเข้าเรียนแต่ก็ไม่ยอมเรียน นานๆเข้าเพื่อนก็ชวนกินเหล้าเข้าผับ สำส่อนมีอะไรกับผู้หญิงไปทั่ว ก็คนมันเคยนี่ มันอด มันอยาก มันไม่เคยพอ เรียนม.ต้นตั้ง4ปี ถ้าไม่เพราะพ่ออับอายจนทนไม่ไหว จียงคงไม่ได้ขึ้นม.ปลายหรอก” ร่างบางพูดออกมาอย่างเจ็บปวด แต่ละคำกว่าจะเค้นออกมาได้ช่างแสนยากเย็น

“พอขึ้นม.ปลายก็มีผู้ชายมาติด โรงเรียนก็ไม่ไป ไปขลุกอยู่บ้านผู้ชายกินเหล้ากินเบียร์ พอเมาก็มีอะไรกับเขา สุดท้ายก็ไม่กลับมานอนบ้าน ร่านมั้ยล่ะ อย่างที่พี่เคยบอกเลย” ร่างบางกล่าวพลางหัวเราะทั้งน้ำตา

“พอเถอะจียง....มันผ่านไปแล้ว” ซึงฮยอนไม่อยากให้จียงพูดต่อ ร่างในอ้อมกอดสั่นเทิ้มอย่าเห็นได้ชัด เขาเองยังแทบทนฟังไม่ได้ แล้วร่างบางที่กำลังพูดอยู่นี่ล่ะ

และที่ปฏิเสธไม่ได้อีกอย่าง เป็นเขาเองที่หยิบยื่นเรื่องกลกามให้จียงตั้งแต่อายุยังน้อย ตั้งแต่เราไม่ประสาพอจะรู้ว่ามันทำอะไรได้บ้าง รู้เพียงแต่ว่ารักและอยากสัมผัส อยากรู้อยากลอง อยากเป็นเจ้าของ ไม่ได้สนใจทั้งเรื่องศีลธรรม หรือเรื่องสังคมใดๆ

แต่บัดนี้เขากลับรู้สึกว่าการกระทำอันนั้นหยาบคายอย่างที่สุด ที่เขาพูดว่าจียงเลว ที่บอกว่าร่าน เขาในตอนนั้นที่มองแต่โลกด้านที่สวยงาม มองเซ็กส์กับความรักเสมือนเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่ความใคร่ในตัวมนุษย์อย่างที่มันเป็น ที่คิดโง่ๆว่าจียงรักคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง เขาต่างหากที่ป้ายสีดำรอยแรกลงบนผ้าผืนนั้น

“ฟังต่อเถอะพี่ เรื่องมันยังเพิ่งเริ่ม มันชวนจียงไปเที่ยวแล้วก็พนันกับเพื่อน เอาจียงเป็นเดิมพัน สุดท้ายจียงก็นอนกับเพื่อนมัน พอมารู้อีกทีมันก็มีเมียแล้ว แถมเมียมันก็ตามมาตบถึงที่ ตอนนั้นน่ะมีอะไรกับผู้ชายเป็นงานอดิเรกเลยรู้มั้ย ทุกคนทำเหมือนจียงเป็นสิ่งของ ที่ได้มาแล้วก็ทิ้งไป แต่จียงกลับชอบ ไม่มีอะไรผูกมัด ไม่เคยมีคำว่าเรากับคนพวกนั้น ถ้าเบื่อก็พอ จียงเป็นแบบนี้ ตลกมั้ย พี่หัวเราะหน่อยสิ”

ร่างบางหัวเราะราวกับว่ามันเป็นเรื่องสนุก เรื่องราวที่แสนขมขื่น แต่กลับเล่าด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับมีความสุขซะเต็มประดา

“มันไม่ตลกเลยนะจียงพอได้แล้ว ต่อให้มีอะไรมากกว่านี้พี่ก็จะไม่ปล่อยจียงอีกแล้ว” ซึงฮยอนตะโกนออกมาอย่างโมโห เขากำลังโมโหตัวเองที่ไม่ได้ทำอะไรที่แสดงถึงการปกป้องคนๆนี้เลย นี่หรือที่เรียกว่ารัก ใยตัวเขาในวัยเด็กช่างโง่เขลา จียงเพียงแต่ส่ายหัวช้าๆแล้วยิ้ม ยิ้มที่แสนหวาน แต่นัยน์ตากลับบอกเล่าเรื่องราวอันแสนเศร้า

“วันนึงพ่อก็ให้คนมาเอาตัวกลับมาบ้าน กลับมาอยู่ในกรงทอง เช้ามีรถไปส่งที่โรงเรียน เรียนหนังสือก็แก่ที่สุดในห้อง แล้วก็คบเพื่อนไม่ดีอีก วันๆพาผู้หญิงไปเอากันบนดาดฟ้า พอตอนเย็นก็มีรถมารับ สุดท้ายก็หนีไปเที่ยวผับกับเพื่อนจนได้ เที่ยวแล้วก็กลับตอนเช้า พอเข้าบ้านพ่อถามก็บอกว่านอนบ้านเพื่อน” ร่างบางแค่นยิ้มออกมาอีกครั้ง

“ก่อนที่พี่ซึงฮยอนจะกลับมา รู้มั้ยว่าจียงคิดจะทำอะไร” ร่างบางเอ่ยถาม แต่ซึงฮยอนก็ได้แต่นิ่งเงียบ “จียงกำลังจะขายตัว ฮึ....ถ้าไม่มีพี่ดองอุคจียงคงจะขายตัวไปแล้วจริงๆ จนถึงตอนนี้ก็ยังเรียนอยู่ม.ปลาย ทั้งที่พี่จบมหาลัยกลับมาแล้ว แล้วจียงยังดีพอสำหรับคำว่าเราอยู่อีกรึไง”

เป็นเถ้าธุลีไปแล้ว ชีวิตของเขา ไม่มีอะไรเหลือค่า ทั้งร่างกาย ทั้งจิตใจ ทั้งชีวิต ทั้งเพศสถานะ การศึกษา หน้าตาทางสังคม กระทั่งรอยด่างบนร่างกาย ในจิตใจที่แยกร้าวรอยลึกที่คอยแต่จะถูกกระแทกซ้ำ ความงดงามที่ควรมีถูกกระเทาะออกจนเหลือแต่ความโสมม แล้วยังมีสิ่งใดที่ควรค่าบ้าง ปล่อยคำว่ารักเป็นแค่ฝันหวานในอดีตนั้นเพียงพอแล้ว เราต่างก้าวเดินกันคนละก้าว ทีละก้าว พร้อมๆกัน ในหนทางที่ต่างกันไป ยิ่งก้าวเดินเท่าไหร่ ยิ่งไกลกันมากขึ้นเรื่อยๆ เราไม่สามารถกลับหลังหัน หรือค้นหาเส้นทางที่จะวกกลับมาเจอกันอีกครั้ง

จนถึงตอนนี้ที่ได้พูดออกมา จียงรู้แล้วว่ามันต่าง

จนถึงตอนที่เห็นซึงฮยอนในวันนั้นที่ยืนเคียงข้างกับปาร์คบม เขารู้แล้วว่ามันต่าง

ที่พ่อพูดว่าเขากับพี่ชายต่างกัน เราไม่เหมือนคนที่เคยรักกันมากก่อนซักนิด คล้ายเราไม่เคยอาศัยอยู่ในโลกใบเดียวกัน


ซึงฮยอนปล่อยให้จียงพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาจนหมด เรื่องที่จียงไม่เคยเล่า เรื่องที่เขาไม่เคยรู้ ซึงฮยอนคลายอ้อมกอดนั้นช้าๆราวกับกำลังจะ ‘ปล่อย’ อย่างที่จียงขอ จียงได้แต่แค่นหัวเราะออกมาเบาๆอย่างสมเพช ม่านน้ำตาที่ยื้อแย่งจะร่วงหล่นลงมานั้น บดบังซะจนไม่สามารถจับภาพตรงหน้าได้อีกต่อไป

..........ให้เป็นแบบนี้ดีแล้ว เป็นคนที่ไม่คู่ควรได้รับความรัก เป็นอย่างที่เป็นมานั้นดีอยู่แล้ว........

จียงก้มหน้าลงอย่าท้อแท้ น้ำตาไหลลงมาแล้ว สิบปีที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่เคยมีวินาทีไหนที่ทำให้จียงเข้มแข็งขึ้น ทุกวัน ทุกคืน ทุกการกระทำ รังแต่จะทำให้ตัวเองต้องเจ็บปวด ในเมื่อไม่มีใคร ไม่มีคำไหน ทำให้เขาหลุดพ้นออกจากนรกที่อาศัยอยู่ได้

เพียงเพราะถูกใครคนนึง ผลักตกลงไปในเหวลึก กิ่งไม้เล็กๆที่เคยคว้าเอาไว้ ก็กลับผุผังไม่มีชิ้นดี ถ้าวันนั้นซึงฮยอนจะฟังที่เขาพูดซักนิด แค่นิดเดียว กิ่งไม้ผุๆนั้นคงจะใช้การได้

โลกที่ก้นเหว แตกต่างกับข้างบนนั้น....ที่นี่ทำให้เจ็บปวดอย่างที่ไม่สามารถอธิบายให้ใครฟังได้

แต่ว่า.....จียงจะรู้มั้ยนะ ก้นเหวที่ว่าลึกแสนลึก จนมองลงไปแล้วจะเห็นก็แต่ความมืดมิดนั้น ต่อให้ตะวันจะไม่สามารถสาดแสงลงไปได้ ถึงจะเป็นอย่างนั้น ผู้ชายคนนี้ คนที่อยู่ตรงหน้าจียงเขากำลังปีนลงไปในเหวลึก ที่ใครต่อใครต่างประณามว่าเขากำลังจะเอาชีวิตไปทิ้ง แม้ว่ามันจะลำบาก แม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อย เพราะเขารู้ในสิ่งที่ผิดพลาดไป และหวังว่ามันจะยังไม่สาย ต่อให้ต้องเอาชีวิตไปทิ้งก็ไม่เป็นไร เพราะการอยู่อย่างไร้ชีวิตก็คงไม่ต่างกัน ถึงแม้ว่าตอนนี้จะต้องใช้ความอดทนมากซักเพียงใดต่อให้เจ็บซักแค่ไหน ก็คงไม่เท่ากับคนที่ไม่สามารถขึ้นมาจากที่ตรงนั้นได้

แต่ไม่เป็นไรหรอกนะ ถ้าหากคำว่ารักยังคงก้องอยู่ข้างๆหู เขาสัญญากับตัวเองไว้แล้ว ว่าเขาจะไม่ตายในนั้น แต่เขา....จะไปพาคนที่เขารักมากที่สุดกลับขึ้นมา...........




To be continue.........








ขออภัยอย่างยิ่งที่หายไป
พอดีว่าหนูอกหักจากจียงค่ะ #ปาดน้ำตา





.29 2013 ใจแตก comment2 trackback0

ข้อมูลส่วนตัว

ReaL*SkY

Author:ReaL*SkY
welcome to my world

Trackbacks ล่าสุด

ค้นหา

แบบฟอร์มขอเป็นเพื่อน